วันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2555

โลกฟุตบอล


อันดับแรกขอรายงานตัวก่อนเลยครับ ผม "เกรท" วรินทร ปัญหกาญจน์ เป็นนักแสดงช่อง 3 ครับ ถูกเชิญให้มาเป็นคอลัมนิสต์รับเชิญในสตาร์ซอคเก้อร์ รายวันแห่งนี้เป็นระยะหนึ่ง ที่ผมบอกไปข้างต้นว่าผมตื่นเต้นก็คือเรื่องนี้แหละครับ

ขอเรียนท่านผู้อ่านอย่างตรงไปตรงมาเลยนะครับ งานเขียนที่ผมได้รับมอบหมายในครั้งนี้เป็นงานที่ผมตื่นเต้นมากที่สุดในชีวิตเลย ตื่นเต้นกว่าการเล่นละครฉากแรกของผมซะอีก 555 เพราะหนังสือพิมพ์สตาร์ซอคเก้อร์ รายวัน เป็นสิ่งที่ผมพกอยู่ในกระเป๋ากางเกงด้านหลังอยู่ตลอดเวลา และผมจะได้เป็นหนึ่งในคอลัมนิสต์ในหนังสือเล่มนี้ ได้นำเสนอมุมมองเกี่ยวกับกีฬาที่ผมรักมากที่สุดคือ ฟุตบอล ให้ผู้อ่านทุกท่านได้มีความสุขไปกับ "โลกฟุตบอลของผม"... ผมมีความสุขมากจริงๆ ครับสำหรับงานเขียนครั้งนี้

"โลกฟุตบอลของผม" ผมขอใช้ประโยคนี้บอกภาพรวมในงานเขียนของผมนะครับ ซึ่งน่าจะตรงไปตรงมาที่สุดแล้วสำหรับคอลัมนิสต์มือใหม่ ผมจะนำเสนออย่างเที่ยงธรรม แต่อาจจะมีเอียงบ้างเล็กๆ น้อยๆ สไตล์แฟนผีอย่างผม 555 หวังว่าท่านผู้อ่านจะสามารถให้อภัยกันได้นะครับ

ฟุตบอลเป็นกีฬาที่คนกว่าครึ่งโลกให้ความสนใจมากที่สุด ซึ่งผมมั่นใจว่าในจำนวนนั้นมีผมและท่านผู้อ่านทุกคนรวมอยู่ด้วย ฟุตบอลมันมีเสน่ห์เนอะ ตอนผมเรียนอยู่ชั้นประถม ผมสงสัยมากๆ ว่าทุกๆ ตอนกลางวันทำไมเพื่อนๆ ถึงต้องไปวิ่งอยู่กลางสนามตากแดดร้อนๆ เพื่อที่จะวิ่งแย่งไล่เตะลูกกลมๆ แค่ลูกเดียว! ("ซื้อไปเล่นที่บ้านสิ จะได้ไม่ต้องแย่งกัน"... สาบานว่านี่คือความคิดของผมในตอนนั้น)

หลังจากที่ผมสงสัยมานาน ผมก็ลองตัดสินใจเข้าร่วมเล่นแย่งลูกกลมๆ กลางแดดเปรี้ยงๆ ดูสักครั้งเพื่อจะได้คลายข้อสงสัยที่คาใจอยู่นาน ปรากฏว่า..."มันสนุกตรงหนายยยยยยยเนี๊ย!!" 555 แต่สิ่งที่ทำให้ผมหลงใหลฟุตบอลครั้งแรกก็คือ !! ความดีใจที่ถูกยกย่องจากเพื่อนร่วมทีมหลังจากเท้าผมไปสะกิดลูกบอลเข้าประตูไปอย่างมึนๆ งงๆ ทั้งที่ผมเตะฟุตบอลไม่เป็น 555 ... หลังจากนั้นสิครับ เล่นมันทุกวันเลยยย ก็เลยเป็นกีฬาที่ผมรักมาจนถึงทุกวันนี้ ...

คนที่ชอบเตะฟุตบอลก็ต้องชอบดูบอล ... นี่ก็เป็นอีกความคิดในตอนนั้นที่ผมรู้สึกขัดแย้งมากๆ เพราะในวัยนั้นผมอายุประมาณ 8-9 ขวบ เตะฟุตบอลก๊อกๆ แก๊กๆ เพื่อนข้างบ้านก็ชวนเข้าไปนั่งดูฟุตบอล จำได้ว่าเป็นการแข่งขันฟุตบอลในประเทศ บอกตามตรงว่า ไม่สนุกเลย อาจจะเป็นเพราะว่าผมยังเด็กมากและยังไม่เข้าถึงแก่นแท้ของเกม แต่ก็ยังนั่งดูอยู่เรื่อยๆ เพราะคิดว่า "คนชอบเตะฟุตบอลก็ต้องชอบดูบอล" พอดูไปเรื่อยๆ 555 ก็ยังไม่สนุกอยู่ดี !!

จนกระทั่งผมได้มาพบกับ "Eric Cantona" แห่ง "Manchester United" จึงทำให้ผมได้เข้าใจประโยค "คนชอบเตะฟุตบอลก็ต้องชอบดูบอล" ว่ามันเป็นความจริง!! ... ตอนนั้นผมจำความได้ว่า Cantona เป็นนักฟุตบอลที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองคือ การไม่ทำคอเสื้อให้เรียบร้อยเหมือนนักฟุตบอลคนอื่นๆ เขาทำกัน พูดง่ายๆ ว่า มีความเป็นตัวของตัวเองสูง หาคนเข้าใจยาก ไม่ต้องการให้ใครมาเข้าใจ

ช่วงนั้นสนามฟุตบอลหลังบ้านของผมมีแต่คนใส่เสื้อคอเต่ามาเตะบอล 555 เป็นเพราะอิทธิพลของคันโตน่าแต่เพียงผู้เดียว รู้จักกันไปมาผ่านจอทีวีได้สักพักหนึ่ง ก็ประกาศเลิกเล่นซะงั้น !! เฮ้ย!! อะไรเนี๊ยยย ผมรู้สึกเหมือนถูกแฟนตอนประถมบอกเลิกนิดๆ 555 ความคิดต่อมาคือ แล้วเราจะเชียร์แมนฯ ยูฯ ต่อไปมั้ย!? นั่นคือจุดเปลี่ยนสำคัญในการดูฟุตบอลของผมครับ ทำให้ผมรู้จักแมนฯ ยูไนเต็ด มากขึ้น รู้จักคำว่า "ปีศาจแดง" ลึกลงไปอีก ไม่ได้ตั้งใจดูเฉพาะตอน Cantona ได้บอลอย่างเดียวเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว ...

Manchester United ในความคิดเห็นของผมนะครับ เป็นทีมฟุตบอลที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูง ทั้งรูปแบบการเล่น ผู้จัดการทีม การผลัดรุ่นการผสมผสานของนักเตะ พื้นฐานของสโมสรที่เรียกว่าแน่นปึ้ก การตลาด และอะไรอีกหลายๆ อย่าง แต่สิ่งที่ผมชื่นชอบที่สุดและไม่ค่อยมีสโมสรหรือทีมฟุตบอลทีมไหนลอกเลียนแบบได้ก็คือ การคัมแบ็ก !! ... สถิติในการพลิกกลับมาหรือการโกงความตายของปีศาจอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด ช่างเป็นอะไรที่ยากต่อการลอกเลียนแบบ และผมว่านี่คืออีกเสน่ห์อย่างหนึ่งของทีมฟุตบอลที่ไม่เคยยอมแพ้ (แต่ฤดูกาลที่แล้วไม่ค่อยคัมแบ็กให้เห็นเลยนะ 555) ...

ยกตัวอย่างเบาๆ แบบไม่เข้าข้างกัน 555 อย่างแมตช์ล่าสุด ที่ปีศาจแดงต้องออกไปเยือนทีม "นักบุญ" เซาธ์แฮมป์ตัน แค่ฉายาก็เห็นแล้วว่านักบุญนั้นเป็นของแสลงสำหรับปีศาจอย่างยิ่ง จำได้ครับว่านานมาแล้วมีแข้งนักบุญคนหนึ่งนามว่า "แมทธิว เลอ ทิสซิเอร์" ที่ชอบยิงแมนฯ ยูไนเต็ด มากๆ และสมัยนั้นเจอทีมนักบุญทีไรก็มักจะเคี้ยวยากอยู่เสมอๆ จนมาถึงนัดล่าสุดนี้ ตัวผมเองไม่ได้มีโอกาสได้ดูเพราะกำลังปฏิบัติหน้าที่ที่สำคัญในชีวิตอีกอย่างหนึ่งคือถ่ายทำละครอยู่นั่นเองครับ ถึงเวลาบอลเตะก็เช็กผลเป็นระยะด้วยความตื่นเต้น ครั้งแรกที่เช็กคือเสมออยู่ 1-1 แต่รู้ว่า โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ เป็นผู้ทำประตูแรก ทำให้ผมรู้สึกยิ้มหน้าบานอย่างบอกไม่ถูก ...

จนกระทั่งผมถ่ายทำละครเสร็จ เปิดวิทยุฟังในรถ ฮะ!! จะหมดเวลาแล้วตามอยู่ 1-2 ปวดใจมากครับแค่แมตช์ที่ 3 ของฤดูกาลจะแพ้อีกแล้วเหรอ... แต่สิ่งที่เรียกว่า คัมแบ็ก ก็เกิดขึ้น!! เพอร์ซี่ ซ้ำลูกโหม่งที่ชนเสาของ ริโอ เฟอร์ดินานด์ และโหม่งด้วยลูกฝีมือของตัวเองเสียบคานเข้าไปอย่างสวยงาม! เป็นการกลับมาที่สมบูรณ์แบบของแมนฯ ยูไนเต็ด อีกครั้งหนึ่ง ทำให้ผมกรี๊ดลั่นรถ !! 555 และที่ผมดีใจมากกว่านั้นคือ แฮตทริกของ RVP ซึ่งเป็นนักเตะที่ผมชื่นชอบมากๆ คนหนึ่ง (เร็วๆ นี้ จะไปทำเสื้อเบอร์ของนายนะ RVP) ...โล่งใจในการคัมแบ็กนัดที่ 3 ของซีซั่นไปแล้ว แฟนผีทุกท่านก็ช่วยกันเชียร์ให้เล่นได้เข้าที่เร็วล่ะกันนะครับ เพราะฤดูกาลนี้ไม่ง่ายแน่ๆ ที่จะเกิดการคัมแบ็กบ่อยๆ ดูจากคู่แข่งระดับหัวกะทิแล้ว คงต้องเน้นให้หนักและแต่ละแมตช์คงต้องหืดขึ้นคอกันเลยทีเดียว

สุดท้ายแล้วนะครับสำหรับสัปดาห์นี้ในสตาร์ซอคเก้อร์ของผม ผมขอขอบคุณทีมงานสตาร์ซอคเก้อร์ทุกท่านที่ให้เกียรติผมได้มาทำงานนี้ ขอบคุณผู้ใหญ่ทางช่อง 3 ที่สนับสนุนผม ขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่อ่านคอลัมน์ของผมจนจบ และที่สำคัญขอบคุณกีฬาฟุตบอลที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ขอสัญญากับผู้อ่านทุกท่านนะครับว่า ผมจะทำงานเขียนนี้อย่างตั้งใจ อย่างสนุกสนานและตรงไปตรงมา (ในความคิดเห็นของผมนะ 555) หวังว่าทุกท่านจะสนุกไปกับ "โลกฟุตบอลของผม" นะครับ

ขอขอบคุณ เกรท" วรินทร ปัญหกาญจน์

"รูนีย์" หวาน ขอแขวนเกือกที่ "ผีแดง"


เวย์น รูนีย์ ดาวยิงตัวเก่งของ "ผีแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โปรยคำหวานขออยู่กับต้นสังกัดต่อไปอีกถึง 10 ปี พร้อมชู ไรอัน กิกส์ และ พอล สโคลส์ 2 แข้งตัวเก๋าของทีม ว่าเป็นแบบอย่างในการตัดสินใจ

หลังจากที่ เวย์น รูนีย์ ดาวยิงวัย 26 ปีของ "ผีแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้รับบาดเจ็บเป็นแผลใหญ่อย่างน่ากลัว ระหว่างเกมที่ต้นสังกัดเปิดรังโอลด์ แทรฟฟอร์ด เอาชนะ ฟูแลม 3-2 เมื่อวันเสาร์ที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา และคาดว่าจะต้องพักนานร่วมเดือน จนพลาดลงเล่นเกมที่ทีมชาติอังกฤษ บุกไปถล่ม มอลโดวา 5-0 เมื่อคืนวันที่ 7 กันยายน ที่ผ่านมา

ล่าสุดเจ้าตัวได้โปรยคำหวานขออยู่รับใช้ปิศาจแดงตราบนานเท่านาน "ผมจะอยู่ที่นี่ต่ออีก 10 ปีหรือ? คำตอบคือใช่ ผมหวังอย่างนั้น นั่นคือแผนการของผม และตราบเท่าที่สโมสรต้องการผม ผมจะอยู่ที่นี่และช่วยให้ทีมประสบความสำเร็จ ที่นี่เป็นสโมสรที่ยอดเยี่ยม และเป็นทีมที่ดีที่สุดในโลก"

พร้อมกันนี้ดาวยิงร่างตันยังกล่าวถึง ไรอัน กิกส์ และ พอล สโคลส์ 2 แข้งตัวเก๋าของทีมอีกว่า "คุณต้องดูไปที่ ไรอัน กิกส์ และ พอล สโคลส์ และดูความสำเร็จของวพวกเขา และนั่นคือตัวอย่างสำหรับพวกเราทั้งหมดในทีม และเป็นไอเดียให้ผมหวังที่จะทำตาม"

นอกจากนี้ยังกล่าวถึงตำแหน่งตัวจริงในทีมหลังการมาของกองหน้าตัวใหม่อย่าง โรบิน ฟาน เพอร์ซี อีกว่า "ผมไม่คิดอะไรเกี่ยวกับสิ่งนั้น แต่ถ้าผู้จัดการทีมไม่ต้องการในตัวผม ผมก็พร้อมที่จะให้เขามาบอกผมเป็นคนแรก แต่ยังไงผมก็ยังต้องการที่จะเล่นฟุตบอลที่นี่ และจะอยู่กับสโมสรนี้ไปนานเท่าที่จะเป็นไปได้" ดาวยิงทีมชาติอังกฤษเผย

เชลซีต่อสัญญา "ซัมซุง" ฟัน 900 ล.



"สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี ทีมดังจากพรีเมียร์ชิป อังกฤษ ขยายสัญญากับ "ซัมซุง" ผลิตภัณฑ์ชั้นนำจากประเทศเกาหลีใต้ ไปถึงฤดูกาล 2014-2015 รับเละปีละ 18 ล้านปอนด์ (ประมาณ 900 ล้านบาท)

หลังจากที่ ซัมซุง ผลิตภันฑ์ชั้นนำจากประเทศเกาหลี ได้เข้ามาเป็นสปอนเซอร์คาดอกเสื้อของ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี ตั้งแต่ปี 2005 แทนที่ของ สายการบิน เอมิเรตส์ แอร์ไลน์ ล่าสุด ทีมแชมป์ยุโรป ทำการต่อสัญญากับ ซัมซุง ต่อไปจนถึงปี 2015 เป็นทีเรียบร้อย จากแถลงการณ์ของสโมสร

โดยโฆษกของเชลซีได้เผยถึงเรื่องนี้ว่า “ซัมซุงได้ใช้สิทธิ์ขยายสัญญาออกไป ซึ่งจะทำให้พวกเขายังเป็นพาร์ทเนอร์ที่สำคัญของสโมสรไปจนถึงเดือนพฤษภาคมปี 2015” โดยการต่อสัญญาครั้งนี้ทีมดังจากอังกฤษจะได้รับทรัพย์ก้อนโตประมาณ 18 ล้านปอนด์ (ประมาณ 900 ล้านบาท) ต่อปี เลยทีเดียว

พร้อมมีรายงานว่า ซัมซุง ได้มีแผนการขยายสัญญามาก่อนหน้านี้แล้ว จนกระทั่ง "สิงโตน้ำเงินคราม" คว้าแชมป์ยูฟา แชมเปียนส์ลีก มาครองได้สำเร็จ จึงทำให้มีการปัดฝุ่นเรื่องนี้อีกครั้ง

ตามล่าหาแชมป์


เริ่มฤดูกาลกันไปแล้วนะครับ สำหรับฤดูกาล 2012-2013 และนี่ก็เป็นครั้งแรก ต้นฉบับแรกที่ผมเขียนขึ้นมา ก็เลยอยากจะเน้นหน่อย แต่กลายเป็นตั้งใจมากไปเลยคิดไม่ค่อยออกสุดท้ายคุยกับพี่แจ๊คกี้ พี่เค้าบอกอย่าคิดมาก อยากเขียนอะไรเขียนเลย ผมเลยคิดว่า จะเริ่มด้วยการทายดีกว่าครับ ว่าปีนี้ใครจะเป็นแชมป์ เพราะตามปกติ เมื่อเริ่มเปิดซีซั่นส่วนใหญ่เรื่องที่คอบอลคุยกัน ก็คงไม่พ้นว่าปีนี้ใครจะแชมป์ ดูจากการเสริมทัพ บางทีมก็เปลี่ยนโค้ช... แล้วมาดูกันอีกทีตอนจบฤดูกาลว่าแม่นหรือไม่แม่น เรามาพิจารณาทีมที่อยู่ในข่ายพอจะลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกนะครับ

เริ่มที่แชมป์เก่าครับ แมนฯ ซิตี้ ปีที่แล้วเรียกได้ว่าได้แชมป์มาแบบเฉียดฉิวมากๆ เป็นรองแชมป์จนถึงช่วงทดเวลาเจ็บของเกมสุดท้ายของฤดูกาล จาก เซร์คิโอ อเกวโร่ ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ เบียด แมนฯ ยูไนเต็ด คว้าแชมป์หน้าตาเฉย ซึ่งจริงๆ แมนฯ ซิตี้ทำท่าหมดลุ้นไปนานแล้วนะคับ ตั้งแต่ช่วงท้ายๆ ฤดูกาล ทั้งๆ ที่นักเตะเก่งๆ เต็มทีมไปหมด ถ้าไม่ได้ยูไนเต็ดพลาดเองช่วงท้ายฤดูกาล ซิตี้ไม่มีทางกลับมาแน่นอน

ประเด็นแรกนะครับ ผมไม่เคยมองว่า โรแบร์โต้ มันชินี่ เก่งหรือว่ามือถึงพอจะคุมเรือใบสีฟ้าหรือทีมที่มีนักเตะระดับโลกแบบนี้ได้เลย นักเตะเหล่านี้ฝีเท้าดีนะคับ แต่สิ่งที่มีตามมาด้วยก็คือความมั่นใจจนเกินไป ถือดีว่าเก่ง เล่นเจ๋ง ทุกคนเป็น 1 ในตองอูกันหมด พอเอามารวมอยู่ในทีมเดียวกัน จึงควบคุมยาก ซึ่งผมว่ามันชินี่ไม่มีบารมีที่จะควบคุมได้ สมัยที่กวาดแชมป์กับอินเตอร์ นั่นเพราะ หลายๆ ทีมเป็นช่วงขาลง มิลานก็ไม่เอาเลย ไหนยูเวนตุสยังโดนปรับตกชั้นไปเล่นในเซเรีย บี ด้วย เรียกว่างานง่ายขึ้นเยอะ พอได้มาคุมแมนฯ ซิตี้ก็คุมนักเตะไม่อยู่ ไม่มีความเด็ดขาด มีอย่างที่ไหน คาร์ลอส เตเวซ ทำกับทีมขนาดนั้น ปฏิเสธไม่ยอมลงเล่น หนีกลับประเทศ สุดท้ายก็ให้กลับมาลง ไหนจะ มาริโอ บาโลเตลลี่ อีก สร้างปัญหากับทีมสารพัด เคยขู่ตลอดว่าจะตัดหางปล่อยวัด แต่สุดท้ายก็เอากลับมาลงอยู่ดี มันชินี่ไม่เด็ดขาดครับ ลองนึกนะคับว่า นักเตะเหล่านี้ถ้าให้เฟอร์กี้หรือ เวนเกอร์ มาคุม ผมว่าเป็นแชมป์สบายคับ ถ้าเกิด ยาย่า ตูเร่ หรือ ซิลบา เจ็บขึ้นมา ผมว่าซิตี้จบเห่ครับ จึงคิดว่ายังไงปีนี้ป้องกันแชมป์ไม่ได้แน่

ต่อมาแมนฯ ยูไนเต็ดครับ จริงๆ ด้วยมาตรฐานก็มีลุ้นทุกปีนะครับ จริงๆ ปีที่แล้วก็ควรจะได้ด้วยซ้ำ ถ้าไม่แผ่วปลายไปเองซะก่อน จริงๆ ฤดูกาลนี้ก็เสริมทัพได้โอเคนะคับ ถึงจะชวด ลูคัส มูร่า แต่ก็ได้ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ มาเติมแนวรุก เรียกได้ว่าผมหรือแฟนปืนทุกคนเซ็งเป็ดแน่นอน ไหนจะประเดิมประตูสุดสวยให้ปีศาจแดงไปแล้วด้วย ยิ่งเห็นยิ่งเซ็งครับ อารมณ์เหมือนเห็นแฟนเก่าตัวเอง ไปกันได้ดีกับแฟนใหม่ มันก็ต้องรู้สึกแย่กันบ้างเล็กน้อย แต่สิ่งที่จะทำให้ยูไนเต็ดพลาดแชมป์ฤดูกาลนี้อีกคืออาการบาดเจ็บนะคับ เห็นจากนัดแรกๆ ไม่มีหลังอาชีพเลย ต้องให้ ไมเคิ่ล คาร์ริค มาเป็นเซนเตอร์ฮาล์ฟ สุดท้ายก็โดนไป และ เซอร์ อเล็กซ์ ก็ยังหาตัวแทน คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ยังไม่ได้เลยนะคับ ปกติแผนการเล่นของยูไนเต็ดจะต้องมีปีกระดับโลกอยู่ในทีมมาตลอดทั้งซ้าย-ขวา เพราะเป็นทีมที่ออกปีก เล่นเร็ว โยนเข้าทำ ตั้งแต่ยุค กิ๊กส์, แคนเชลสกี้, เบ็คแฮม, โรนัลโด้ และอื่นๆ แต่ตอนนี้ปีกแมนฯ ยูไนเต็ดคือ นานี่ กับ วาเลนเซีย ผมว่ายังไม่ถึงระดับนั้นคับ ส่วนกิ๊กส์ก็อายุมากแล้ว ได้แค่ประคองตัว ผมจึงคิดว่าแมนฯ ยูฯ ก็ไม่น่าคว้าสมัย 20 ได้เหมือนกัน

มาถึงทีมรักอาร์เซน่อลบ้างครับ หลายคนอาจจะปรามาส คิดว่าผมเล่นเส้นที่เอาทีมรักมาเข้าข่ายลุ้นแชมป์ด้วย จะว่าไปจริงๆ ก็ใช่แหละคับ ก็เส้นจริงๆ เพราะปีนี้ปืนโตก็ลุ้นลำบาก เสียผู้เล่นสำคัญๆ ไปเยอะ ทั้ง ฟาน เพอร์ซี่ และ อเล็กซ์ ซง ทั้งคู่เป็นแกนหลักของทีมในฤดูกาลที่แล้ว ย้ายหนีไปทั้งคู่เลย ตอนแรกที่เวนเกอร์ซื้อตัวมาทดแทน ทั้ง ลูคัส โพดอลสกี้ และ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ก็ดีใจมากนะครับ ดีกรีใช้ได้ คนหนึ่งติดทีมชาติเยอรมันมาเกือบร้อยนัดทั้งที่อายุยังไม่ถึงสามสิบ อีกคนดาวซัลโวลีก เอิง ฤดูกาลก่อน แต่พอมาลงเล่นจริงดูแล้ว เห็นเลยว่าต้องปรับจูนกันไม่น้อย จะมีที่ดูใช้ได้เลยก็ ซานติ กาซอร์ล่า อดีตกองกลางของ บียาร์เรอัล และ มายอร์ก้า ที่เห็นฟอร์มแล้ว แฟนปืนก็พอจะชื่นใจได้ที่สุด สรุปถ้านักเตะใหม่ที่ซื้อมาทดแทนของเก่าปรับตัวได้เร็ว และแดนหน้าใช้โอกาสไม่เปลืองเหมือนฤดูกาลก่อน ยิงให้คมๆ ก็พอจะมีลุ้นเล็กๆ กะเค้าบ้าง

สุดท้ายเชลซีครับ ทีมนี้แหละที่ผมคิดว่าจะเข้าป้ายในปีนี้ ออกตัวก่อนนะคับว่าไม่ใช่มาพูดหลังจากเชลซีชนะไป 3 รวด ผมบอกกับพี่แจ๊คกี้ตั้งแต่ตอนสัมภาษณ์ครบ 20 ปีสตาร์ ซอคเก้อร์แล้ว ซึ่งตอนนั้นเปิดฤดูกาลไปแค่นัดเดียว ว่าปีนี้ดูแล้วเชลซีน่าจะมา ดูแล้ว "เสี่ยหมี" โรมัน อบราโมวิช น่าจะเอาจริง พิจารณาจากการอนุมัติเงินซื้อตัวผู้เล่นแล้วจัดเต็มนะครับ ทั้ง เอแด็น อาซาร์, มาร์โค มาริน, ออสการ์, วิคเตอร์ โมเซส รวมทั้ง เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า แต่ละตัวไม่ธรรมดาทั้งนั้น แถมโค้ชก็คนเดิม โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ ผมว่าศาสตร์ฟุตบอลเของเขาโอเคแถมนักเตะยอมรับอีก แบบนี้ก็สบายละครับ

จริงๆ นักเตะเชลซีแทบทุกคน ทั้งฝีเท้าดีและประสบการณ์เยอะ ต่างรู้อยู่แล้วละครับ ว่าต้องเล่นยังไง เจอสถานการณ์ไหน ควรทำอย่างไร รู้หมด อยู่ที่ว่าจะเอาหรือไม่เท่านั้น ถ้าไม่ยอมรับโค้ช หรือเล่นไล่โค้ชเหมือนตอน อันเดร วิลลาช-โบอาช ก็เรียบร้อย แต่ในเมื่อนักเตะยอมรับ ดิ มัตเตโอ กระทั่งรวมใจกันคว้าดับเบิลแชมป์มาได้ในปีที่แล้ว เห็นมั้ยครับว่าถ้าจะเอาก็ทำได้สำหรับนักเตะเชลซี แถมตัวที่เข้ามาใหม่ก็เล่นได้เลยอีกแทบไม่ต้องปรับตัว โดยเฉพาะ เอแด็น อาซาร์ ฟอร์มเทพจริงๆช่วงนี้ ไหนจะตอร์เรสเริ่มยิงได้ต่อเนื่อง ความมั่นใจก็มา เรื่องความเก่งกาจไม่ต้องพูดถึง เทพอยู่แล้ว มีหวังปีนี้ยิงระเบิด เหล่านี้ละครับ ทำให้ผมคิดว่าเชลซีมาแน่ปีนี้

ส่วนลิเวอร์พูลขอให้เป็นหน้าที่พี่แจ๊คกี้ไปนะครับ เพราะผมว่าต้องปรับจูนกันอีกเยอะ เรียกได้ว่ายาวไปเลยครับ อีกนาน 55555 ยังไงก็ขอบคุณนะครับสำหรับการติดตามอ่านงานเขียนบล็อกแรกของผม ขอวัดว่าเชลซีจะเป็นแชมป์ปีนี้ แล้วมาว่ากันอีกทีตอนจบฤดูกาลนะคับ ว่าจะแม่นหรือเปล่า ดูบอลให้สนุกนะคับและก็อย่าไปซีเรียสกับมันมากเกินไปนะคร้าบบบ

ขอขอบคุณ สยามกีฬา ครับผม

เบลเยียม กลับมาเป็นทีมชั้นยอดอีกครั้ง







นานมาแล้ว เบลเยียม คือทีมชั้นแนวหน้าของวงการลูกหนัง ปี 1980 พวกเขาเป็นรองแชมป์ยุโรป (ตำแหน่งที่ยักษ์ใหญ่บางชาติไม่เคยได้สัมผัส) และอันดับ 4 ฟุตบอลโลก 1986 ไม่นับว่าเคยซิวเหรียญทอง โอลิมปิก 1920 แม้สโมสรจากประเทศแห่งนี้จะคว้าแชมป์ระดับทวีปเพียงครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ คือ ยูฟ่า คัพ 1983 (อันเดอร์เลชท์ ชนะ เบนฟิก้า ด้วยประตูรวม 2-1) คลับ บรูช อาจเคยเข้าชิงชนะเลิศ ยูโรเปี้ยน คัพ 1978 แต่แพ้ ลิเวอร์พูล 0-1 อันเดอร์เลชท์ เข้าชิง ยูฟ่า คัพ 1984 ก็พ่าย ท็อตต์แน่ม ฮ็อตสเปอร์ จากการดวลจุดโทษ 3-4 หลังเสมอ 1-1 ทั้ง 2 นัดเหย้า-เยือน


ดาวดังสมัยนั้นคือ เอริก เกเร็ตส์, แยน เกอเลม็องส์, ฌอง-มารี พัฟฟ์, ฟรังซัวส์ ฟาน เดอร์ เอลส์ท และ เรเน่ ฟานเดอเร็คเค่น ปลายยุค 1980 ก็มีดาวรุ่งอย่าง เอ็นโซ ชีโฟ่, มาร์ค วิลม็อตส์, ฟิลิปป์ อัลแบร์, มาร์ค เดอกรีส กับ มาร์ค เอ็มเมอร์ส แต่พวกเขากลับรักษามาตรฐานการเล่นไม่ได้ โดยเฉพาะศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ซึ่งนับจากปี 1984 ก็ไม่เคยเข้ารอบสุดท้ายอีกเลย ยกเว้น ยูโร 2000 ที่พวกเขาเป็นเจ้าภาพร่วมกับ ฮอลแลนด์ ส่วนฟุตบอลโลก ถัดจากปี 1986 ก็เข้ารอบสุดท้าย 4 ครั้ง แต่ไปไกลสุดแค่รอบ 2 ยุคสุดท้ายที่ไปเล่น คือตอนเกาหลีใต้ และญี่ปุ่น จัดร่วมกันในปี 2002 ตอนนั้นมีนักเตะอย่าง เวสลี่ย์ ซงค์, แบร์นด์ ไธจ์ส, เอมิล เอ็มเพนซ่า, ดาเนี่ยล ฟาน บุยเต็น รวมถึง บาร์ท กูร์ แต่พอหมดรุ่นนี้แล้ว เบลเยียมก็ตกต่ำมาตลอด แม้จะจ้าง ดิ๊ค อัดโวคาต กุนซือชาวดัตช์ เข้ามาช่วย (2009-10) แต่ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น

ฟุตบอลโลก 2014 จะเป็นเวทีพิสูจน์ฝีเท้าของพวกเขา ว่าจะสามารถกลับมาทำผลงานให้ดีอีกครั้งได้หรือไม่ เพราะยุคนี้พวกเขาเต็มไปด้วยดาวรุ่งฝีเท้าดีหลายราย เช่น เอแดน อาซาร์ ผู้ครองตำแหน่งดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปี 2009 และ 2010 ของลีก เอิง ฝรั่งเศส แถมยังซิวดับเบิ้ลแชมป์ (ลีก เอิง และ เฟร้นช์ คัพ) กับ ลีลล์ มิดฟิลด์อีกรายอย่าง อักเซิ่ล วิตเซล ก็เพิ่งย้ายจาก เบนฟิก้า มาอยู่ เซนิต เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ด้วยค่าตัว 40 ล้านยูโร เควิน มิรัลลาส เป็นกองหน้าที่ช่วย โอลิมเปียกอส ซิวแชมป์ลีกกรีซ 2 สมัยซ้อน ก่อนเข้าสังกัด เอฟเวอร์ตัน ขณะ โรเมลู ลูกากู หัวหอกร่างโย่งวัย 19 ปี ไปเป็นความหวังในสโมสร เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน เรียบร้อยแล้ว เกอว็อง เดอ บรุน กำลังจะแจ้งเกิดกับ แวร์เดอร์ เบรเมน หลังย้ายออกจาก เชลซี เช่นกัน ส่วน ซิมง มินโญเล่ต์ คือผู้รักษาประตูมือหนึ่งซึ่งสามารถเบียด เคร็ก กอร์ดอน ออกไปจากค่าย ซันเดอร์แลนด์ ได้สำเร็จ

ไม่นับว่า เบลเยียม ยังมีตัวเก๋าอีกเพียบ ทั้ง แว็งซ็องต์ ก็องปานี กัปตันทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แชมป์พรีเมียร์ลีก, ฟาน บุยเต็น ของ เอฟเซ บาเยิร์น มิวนิค รองแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก, โธมัส แฟร์มาเล่น กองหลัง อาร์เซน่อล, มุสตาฟา แดมเบเล่ จอมทัพที่เพิ่งย้ายมาอยู่ สเปอร์ พร้อมกับ แยน แฟร์ตองเก้น ทางด้าน โทบี้ อันแดร์ไวเรลด์ (อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม), ทิมมี่ ซิมงส์ (1. เอฟเซ เนิร์นแบร์ก), มารูยาน เฟลไลนี่ (เอฟเวอร์ตัน), สตีเว่น เดอฟูร์ (เอฟซี ปอร์โต้), อิกอร์ เด คามาร์โก้ (โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค) และ ดรีส แมร์เตนส์ (พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น) ต่างเป็นขุนพลคนสำคัญของต้นสังกัดตัวเองทั้งสิ้น ทำให้นี่คือกองกำลัง เบลเยียม ซึ่งดีสุดในรอบหลายปี ครบเครื่องทั้งดาวรุ่ง ตัวเก๋า พวกคล่องแคล่ว รวดเร็ว เทคนิคสูง หรือรูปร่างสูงใหญ่ สามารถเล่นได้หลากรูปแบบ ตามแต่ วิลม็อตส์ (ซึ่งกลับมาเป็นกุนซือทีมชาติ) จะวางแผนตอนลงสนาม

ความโชคร้ายอย่างเดียวของ เบลเยียม คือฟุตบอลโลก 2014 รอบคัดเลือก พวกเขาอยู่กลุ่ม เอ ร่วมกับ โครเอเชีย, สกอตแลนด์, เซอร์เบีย, มาซิโดเนีย และ เวลส์ ซึ่งมีลุ้นด้วยกันทั้งสิ้น แถมต่างเป็นตัวแปรที่พร้อมส่งผลต่อการเข้ารอบของทีมอื่นๆด้วย อย่างไรก็ตาม ช่วง 2 ปีหลังพลพพรค "ปีศาจแดงยุโรป" พ่ายแค่ 2 หนเท่านั้น ตอนเตะ ยูโร 2012 รอบคัดเลือก กับ เยอรมัน (1-3 เมื่อ 11 ตุลาคม 2011) และอุ่นเครื่องกับ อังกฤษ (0-1 เมื่อ 2 มิถุนายน 2012) ดังนั้นพวกเขาจึงสามารถสู้ได้ทุกทีม เบลเยียม ยุคปัจจุบัน ไม่ใช่คู่แข่งจอมแจกแต้มเหมือนหลายปีที่ผ่านมาอีกแล้ว 2 เกมซึ่งต้องเยือน เวลส์ (7 ก.ย.) กับ เปิดบ้านเจอ โครเอเชีย (11 ก.ย.) จะเป็นตัวบ่งบอกในขั้นต้นว่า เบลเยียม พร้อมกลับมาสู่ความยิ่งใหญ่หรือไม่ หลังจากห่างหายจากเวทีรายการใหญ่ไปนานหลายปี


แต่ของดีจริงต้องพิสูจน์ให้เห็นในสนาม และเราทุกคนคงได้เห็นกัน...


ขอขอบคุณ http://www.siamsport.co.th/home.asp

วันศุกร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2555

รอดเจอร์สลั่น "สโมสรไม่พร้อมมีตัวสำรองราคา 35 ล้านปอนด์"


เบรนแดน รอดเจอร์ส ผู้จัดการทีมลิเวอร์พูล แย้มเป็นนัยว่าเขาอาจจะปล่อยตัวแอนดี้ แคร์โรลล์ ศูนย์หน้าค่าตัวแพงของทีมออกไป เมื่อออกมาระบุว่าทีมไม่อยู่ในฐานะที่จะมีตัวสำรองมูลค่า 35 ล้านปอนด์
ศูนย์หน้าร่างยักษ์เป็นข่าวว่าอาจจะย้ายกลับรังเก่าของเขาคือนิวคาสเซิล รวมถึงอาจถูกปล่อยให้เวสต์แฮมยืมตัว ก่อนจะเซ็นสัญญาเป็นการถาวร หากสโมสรจากลอนดอนรอดพ้นการตกชั้น

กองหน้าวัย 23 ปีรายนี้เป็นสถิติย้ายตัวของสโมสร แต่หลังจากที่อดีตกุนซือสวอนซีเข้ามาคุมทัพ โอกาสในการลงเล่นของเขาก็เหลือน้อยลง จนมีแนวโน้มว่าสโมสรอาจต้องปล่อยตัวเขาออกไป


"คุณไม่ต้องเป็นนักวิทยาศาสตร์ทำจรวดก็ดูออกว่าแอนดี้เป็นผู้เล่นสำรองของเรา" รอดเจอร์สบอกผู้สื่อข่าว

"เขามีทัศนคติที่ยอดเยี่ยม รวมถึงที่ยอมรับได้ว่าตำแหน่งของเขาอยู่ตรงไหนในสโมสรตอนนี้ แต่สำหรับเราซึ่งเป็นสโมสรฟุตบอล ผมจะพูดแบบกว้างๆ นะ ผมไม่แน่ใจว่าเราอยู่ในฐานะที่จะมีนักเตะมูลค่า 35 ล้านปอนด์เป็นศูนย์หน้าตัวเลือกที่สามรึเปล่า รวมถึงปีกที่ต้องเสียค่าเหนื่อย 5-6 ล้านปอนด์ต่อปีด้วย ผมไม่คิดว่าสโมสรจะอยู่ในฐานะนั้นหรอกนะ

"นี่เป็นความท้าทายที่ผมจะต้องทำอะไรบ้างอย่าง แต่มันคงไม่สำเร็จแค่เพียงข้ามคืนแน่ๆ"

วันเสาร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2555

10 อันดับยอดนักเตะที่ไม่เคยได้เล่นฟุตบอลโลก

10 คาซูโยชิ มิอูระ (ญี่ปุ่น)

'คาซู' แทบจะเป็นนักฟุตบอลซูเปอร์สตาร์ชาวเอเชียคนแรกๆ ที่ได้ย้ายไปเล่นในลีกของบราซิล แม้จะไม่ประสบความสำเร็จมากนัก จนต้องระเห็จกลับบ้านในปี 1990 นอกจากนั้นในเส้นทางพ่อค้าแข้งของ คาซู ยังเคยพาดผ่านเข้าไปร่วมทีม เจนัว ในกัลโช ซีรีเอ อิตาลี แถมยังเป็นนักเตะแดนอาทิตย์อุทัยคนแรกที่สามารถคว้ารางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของเอเชียได้ อีกทั้งยังถือว่า นักฟุตบอลคนแรกๆ ที่กลายมาเป็นซูเปอร์สตาร์ของคนญี่ปุ่น รวมถึงรับใช้ชาติเป็นตำนานมากว่าเกือบ 20 ปี คาซู ตัดสินใจเลิกเล่นทีมชาติเมื่อปี 2000 ก่อนที่ญี่ปุ่นจะได้เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกในอีก 2 ปีต่อมา แต่ที่ไม่น่าเชื่อคือด้วยวัยปัจจุบันที่ 43 ปีตอนนี้ คาซู ยังคงไล่เตะลูกหนังกับนักฟุตบอลรุ่นหลานที่ทีม โยโกฮาม่า เอฟซี ในลีกดิวิชั่น 2 ของญี่ปุ่นอยู่เลย




9 เลียม เบรดี (ไอร์แลนด์)

เหมือน กับ จอห์นนี กิลส์ รุ่นพี่ของเขา เพราะน่าเสียดายที่ เบรดี ไม่เคยได้มีโอกาสพาทีมชาติไอร์แลนด์ลงเล่นในรายการใหญ่ๆ ระดับชาติเลยแม้แต่เกมเดียว ในฐานะมิดฟิลด์พรสวรรค์ของ อาร์เซนอล และ ยูเวนตุส ขณะที่กับทีมชาติไอร์แลนด์ ต้องบอกว่า น่าเสียดายสุดๆ ที่ เบรดี ตัดสินใจอำลาทีมชาติ หลังเขาถูก แจ็คกี ชาร์ลตัน เปลี่ยนตัวในออกช่วงพักครึ่งเกมกระชับมิตรกับ เยอรมันตะวันตก เมื่อปี 1989 ก่อนที่อีกปีเดียวต่อมา ไอร์แลนด์ จะสามารถผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย อิตาเลีย 90 ได้สำเร็จ และ ชาร์ลตัน ก็ยืนยันคำขาดว่า เขาจะไม่เรียกตัวนักเตะที่ไม่มีส่วนร่วมในรอบคัดเลือกมาติดทีมโดยเด็ดขาด




8 ยารี ลิตมาเนน (ฟินแลนด์)

นักฟุตบอลที่ดีที่สุดเท่าที่ ฟินแลนด์ เคยมีมา คว้าแชมป์มาทุกอย่างในระดับสโมสร รวมถึงการลงเล่นกับทีมใหญ่ๆ อย่าง อาแจ๊กซ์, บาร์เซโลนา หรือ ลิเวอร์พูล มาแล้ว แต่น่าเสียดายที่สถิติติดทีมชาติกว่า 120 นัดของ ลิตมาเนน กลับไม่มีฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายรวมอยู่ในนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว โอกาสที่ดีที่สุดของ ลิตมาเนน อยู่ที่ฟร้องซ์ 98 ที่เขาและทีมชาติฟินแลนด์ เกือบจะได้ลุ้นเข้าไปเล่นเพลย์ออฟอยู่แล้ว และไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า ถึงตอนนี้ด้วยวัย 38 ปี ลิตมาเนน ก็ยังเป็นหนึ่งในนักเตะทีมชาติอยู่ ถ้านึกถึงฉายาของเจ้าตัวที่มีว่า "เมอร์ลิน" คงไม่มีใครกล้าพนันแน่ๆ ว่า ลิตมาเนน จะอยู่เล่นถึงฟุตบอลโลก 2014 ที่บราซิล ซึ่งตอนนั้นตัวเขาจะอายุ 43 ปี หรือไม่ เพราะอย่าลืมสิว่า โรเจอร์ มิลลา ก็เคยทำให้เราเห็นมาแล้ว




7 เอริค คันโตนา (ฝรั่งเศส)

แม้จะกลายเป็นตำนานของพรีเมียร์ลีกในยุค 90 แต่ คันโตนา มักจะมีปัญหากับคนใหญ่คนโตเสมอๆ เวลาถึงทัวร์นาเมนต์ใหญ่ รวมถึงยังเคยพูดจาไม่เหมาะสมต่อ อองรี มิเชล เจ้านายในทีมชาติ ต่อหน้าทีวี เพราะไม่พอใจที่ไม่มีชื่อในทีมชาติเมื่อปี 1988 มาแล้วส่วนในรายการยูโร 1992 นั้นเราไม่นับครับ ขณะ ที่กับรายการยูเอสเอ 94 ฝรั่งเศส ก็ต้องจอดป้ายเพียงรอบคัดเลือก ซึ่งก็มานำสู่เหตุการณ์แค้นฝังหุ่นที่ "ก็องโต" ยังคงโมโห ดาวิด ชิโนลา ไม่หาย จากที่รายหลังเป็นคนเปิดบอลพลาดในเกมสุดท้ายกับบัลแกเรีย จนไปสู่ประตูที่ทำให้ทีมชาติฝรั่งเศส ต้องตกรอบในที่สุด ส่วนฟร้องซ์ 98 ภายใต้การคุมทีมของ เอมเม ฌักเกต์ ก็เมิน คันโตนา แล้วตัดสินใจไปเลือกใช้งานกองกลางที่ชื่อว่า ซีเนอดีน ซีดาน แทนเสียอีก




6 วาเลนติโน มัซโซลา (อิตาลี)

ชีวิตนักฟุตบอลของ มัซโซลา นั้นน่าเศร้าครับ เพราะขณะอยู่ในช่วงกำลังรุ่งกับทีมโตริโน จนสามารถพาทีม "กระทิงหิน" คว้าแชมป์ ซีรีเอ ได้ในปี 1940 จนได้รับฉายาว่า เป็น "ดันแคน เอ็ดเวิร์ดส" ของอิตาลี แต่สุดท้ายกับกลายเป็นโศกนาฏกรรมเครื่องบินตกในปี 1949 ที่คร่าชีวิตเขา พร้อมกับเพื่อนร่วมทีมรวม 30 คน และทำให้สถิติติดทีมชาติของ มัซโซลา ต้องค้างไว้เพียงแค่ 12 เกมเท่านั้น อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า มัซโซลา น่าจะนอนตายตาหลับ เพราะลูกชายของเขา ซานโดร มัซโซลา ก็กลายเป็นนักฟุตบอลชื่อดังของวงการฟุตบอลอิตาลีในเวลาต่อมา รวมถึงทำความฝันของพ่อได้สำเร็จ ด้วยการติดทีมอัซซูรี ไปลุยฟุตบอลโลกถึงสามครั้งในปี 1966, 1970 และ 1974




5 แบรนด์ ชูสเตอร์ (เยอรมันตะวันตก)

"ขบถลูกหนัง" รายนี้มีอะไรหลายอย่างคล้ายกับ คันโตนา คือ มีทั้งพรสวรรค์ และก็เรื่องที่มักชอบไปขัดแย้งกับคนใหญ่คนโตเป็นประจำ แต่ถือว่า ชูสเตอร์ เริ่มต้นได้สวยกับทีมชาติครับ เมื่อเขาประเดิมทัวร์นาเม้นต์ใหญ่ครั้งแรก ก็พาทีมเยอรมันตะวันตก คว้าแชมป์ยูโร 1980 ได้สำเร็จ อย่างไรก็ตาม เส้นทางทีมชาติกับ ชูสเตอร์ กลับต้องยุติด้วยวัย 24 ปีเท่านั้น หลังจากที่เขามีปัญหากับสหพันธ์ฟุตบอลเยอรมัน เพียงเพราะสาเหตุที่เจ้าตัวปฏิเสธจะลงเล่นให้กับทีมชาติในนัดเจอกับอัลแบเนีย เนื่องจากต้องการอยู่ร่วมงานวันเกิดของลูกชายมากกว่า อย่างไรก็ตาม แม้จะไร้เงา ชูสเตอร์ แต่เยอรมันตะวันตก ก็ยังไปได้สวยกับการเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลกสามครั้ง ขณะเดียวกันกับที่ ชูสเตอร์ ก็ไปสร้างตำนาน "ขบถลูกหนัง" ที่สเปนกับทีมบาร์เซโลนา, เรอัล มาดริด และ แอตเลติโก มาดริด




4 ไรอัน กิกส์ (เวลส์)

คาร์ลอส ดุงกา กุนซือทีมชาติบราซิล เคยพูดว่า ถ้าเป็นไปได้เขาพร้อมที่จะเชิญ "ปีกพ่อมด" ไปเล่นให้กับทีมของเขา แต่น่าเสียดายที่ กิกส์ เลือกปันใจให้กับ เวลส์ ตามสัญชาติของคุณแม่ของเขามากกว่า เขากับเพื่อนร่วมทีมชาติเวลส์ ที่มีทั้ง เนวิลล์ เซาธ์ทอลล์, มาร์ค ฮิวจ์ส และ เอียน รัช ภายใต้การคุมทีมของ เทอร์รี โยรัธ กลับทำได้ดีที่สุด แค่เพียงคำว่า ใกล้เคียง กับการที่จะผ่านเข้ารอบสุดท้ายเมื่อครั้งยูเอสเอ 94 เมื่อแพ้ในเกมสุดท้ายกลับ โรมาเนีย ในนัดที่ต้องชนะเพื่อผ่านเข้ารอบแต่ สิ่งที่หลายคนอาจจะรู้ หรืออาจจะไม่รู้คือ ไรอัน กิกส์ นั้นเคยมีนามสกุลเดิมว่า วิลสัน และลงเล่นให้กับทีมนักเรียนของอังกฤษ แต่หลังจากที่มีปัญหาครอบครัว และพ่อของเขา แดนนี วิลสัน ทิ้งครอบครัวไป ทำให้ กิกส์ ตัดสินใจใช้นามสกุลของแม่ รวมถึงเลือกลงเล่นให้กับทีมชาติเวลส์แทนในเวลาต่อมา




3 จอร์จ เวอาห์ (ไลบีเรีย)

หนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดตลอดกาลของทวีปแอฟริกาใต้ และดีพอที่จะเป็นคนนอกทวีปยุโรปคนแรกที่คว้ารางวัลบัลลงดอร์ อย่างไรก็ตาม เขายังไม่ดีพอที่จะพาทีมชาติไลบีเรีย เข้าไปสู่ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายได้กับทีมชาติไลบีเรีย ต้องบอกว่า เวอาห์ เป็นมากกว่าแค่นักเตะคนนึง เพราะเขาเป็นคนต้องควักเงินตัวเองล้วนๆ เพื่อจ้างโค้ชเข้ามาทำทีมให้ อย่างไรก็ตาม แม้จะลงทุนลงแรงไปมาก แต่ผลตอบแทนกลับมาก็ไม่ดีสักเท่าไหร่ แต่ เวอาห์ กลับดูไม่ยี่หระกับเรื่องนี้สักนิด ถ้าดูจากบทสัมภาษณ์ของเขา "ถ้าผมอยากไปเล่นฟุตบอลโลก ผมคงเลือกเล่นให้กับ ฝรั่งเศส หรือ แคเมอรูนไปแล้ว"ทั้งนี้ แม้จะเป็นสัญลักษณ์ของ ไลบีเรีย แต่มันก็ยังไม่ดีพอที่จะทำให้เขาประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งประธานาธิบดี เมื่อปี 2005




2 จอร์จ เบสต์ (ไอร์แลนด์เหนือ)

เบสต์ เหมือนกับชื่อ และ เบสต์ โดยธรรมชาติ คือคำจำกัดความของ จอร์จ เบสต์ โดย เปเล่ หนุ่ม หล่อจากเบลฟาสต์ ทำสถิติลงสนามในนามทีมชาติไอร์แลนด์เหนือไปทั้งสิ้น 37 เกม รวมถึงวีรกรรมฉกบอลจาก กอร์ดอน แบ็งค์ส ไปยิงประตูทีมชาติอังกฤษ ที่วินเซอร์ พาร์ค หรือจะเป็นการแตะลอดขา "นักเตะเทวดา" อย่าง โยฮัน ครัฟฟ์ มาแล้ว เบสต์ เป็นอีกหนึ่งรายที่ทำได้แค่เกือบจะได้ไปเล่นฟุตบอลโลก ในปี 1982 เมื่อไอร์แลนด์เหนือ สามารถผ่านเข้ารอบสุดท้ายไปได้สำเร็จ แต่ด้วยวัย 36 ปีในขณะนั้น รวมถึงปัญหาการติดสุราอย่างหนัก ทำให้เขาต้องหลุดจากทีมชุดนั้นไปอย่างน่าเสียดาย




1 อัลเฟรโด ดิ สเตฟาโน (อาร์เจนตินา, โคลอมเบีย, สเปน)

เล่น ให้กับทีมชาติ 3 ชาติ, คว้าแชมป์ยูโรเปียน คัพ ถึง 5 ครั้ง แต่มันก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ยอดนักเตะอัจฉริยะในตำนานของ เรอัล มาดริด เข้าไปสัมผัสฟุตบอลโลกได้ ดิ สเตฟาโน เริ่มต้นไขว่ขว้าความฝันเข้าไปเล่นฟุตบอลโลกกับการลงเล่นให้ทีมชาติ อาร์เจนตินา อย่างไรก็ตาม ทีม "ฟ้า-ขาว" ก็เลือกที่จะปฏิเสธการเข้าร่วมในรอบสุดท้ายสองครั้งในปี 1950 และ 1954 ทำให้เขาตัดใจโยกมาเล่นให้กับ โคลอมเบีย และ สเปน ในเวลาต่อมา แม้ช่วง แรกกับทีม "กระทิงดุ" เจ้าตัวจะไม่สามารถพาทีมเข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายในปี 1958 ได้ แต่ ดิ สเตฟาโน ก็มาทำสำเร็จในอีกสี่ปีที่ชิลี แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อก็ทำให้ ดิ สเตฟาโน ต้องพรากจากเวิล์ด คัพ อีกครั้ง ก่อนจะประกาศตัดสินใจเลิกเล่นทีมชาติอย่างน่าเศร้าในเวลาต่อมา

ขอขอบคุณ ท็อปเทนไทยแลนด์