วันอังคารที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2555
อันแดร์สันชูชินจิ-RVPช่วยผีทวงแชมป์
นแดร์สัน ห้องเครื่องชาวบราซิเลียน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกมาแสดงความมั่นใจว่า 2 ดาวเตะใหม่อย่าง โรบิน ฟาน เพอร์ซี และชินจิ คากาวะ จะช่วยให้ "ปิศาจแดง" ทวงแชมป์ พรีเมียร์ลีก คืนมาจาก แมนเชสเตอร์ ซิตี อริข้างบ้าน ได้อย่างแน่นอน
อันแดร์สัน กล่าวว่า "เราต้องทำผลงานให้ดียิ่งขึ้น แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องคว้าแชมป์ให้ได้ทุกถ้วย และเราก็ผิดหวัง หากเราไม่ได้แชมป์ คุณต้องพบความกดดันที่ต้องพยายามเล่นให้ดีเสมอเมื่อคุณลงเล่นให้กับสโมสรแห่งนี้"
"ซีซั่นก่อนเราเสียแชมป์ลีกไปด้วยผลต่างประตูได้เสีย และทุกคนก็เสียใจ แต่เราต้องลืมมันไปให้หมด และหันมามีสมาธิอยู่กับฤดูกาลนี้ ชินจิ คากาวะ และโรบิน ฟาน เพอร์ซี มีคุณภาพอัดแน่นอยู่ในตัว และมันก็กลายเป็นเรื่องง่ายขึ้นสำหรับคนอื่นในทีม เมื่อพวกเขามีพรสวรรค์มากขนาดนี้ และมันก็ยังหมายถึงนักเตะทุกคนจำเป็นจะต้องพยายามมากขึ้นเพื่อรักษาตำแหน่งของตัวเองด้วย"
อย่าตกใจ! มาร์โกโชว์ภาพขับลัมโบกินี่คันกว่า35ล้าน
มิดฟิลด์ 'ปราสาทสายฟ้า' โชว์หรู โพสต์ภาพคู่ ลัมโบกินี คันงาม ระหว่างกลับไปร่วมรับใช้ชาติ เจ้าตัวเฉลย เป็นรถเพื่อน
มาร์โก เซ็ตโควิช ทำเอาอึ้งเมื่อโชว์ภาพระหว่างเข้าไปขับรถสปอร์ตแลมโบกินี่สุดหรูราคากว่า 35 ล้านบาทระหว่างร่วมทีมชาติมอนเตเนโกร หลังย้ายมาร่วมทัพบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ได้แค่ 2 เดือน
มาร์โก เซ็ตโควิช กองกลางของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ทีมชั้นนำในศึกไทยพรีเมียร์ลีก ทำเอาแฟนๆถึงกับอึ้งเมื่อเผยภาพคู่กับรถสปอร์ตลัมโบกินี่คันงามราคากว่า 35 ล้านบาท ในระหว่างกลับไปร่วมทีมชาติมอนเตเนโกร ทำศึกฟุตบอลโลกรอบ คัดเลือกโซนยุโรป 2 นัดแรกเมื่อวันที่ 7 ก.ย.ที่ผ่านมา
มิดฟิลด์วัย 26 ย้ายจาก ยาเกลโลเนีย เบียลีสต็อก มาร่วมทีมปราสาทสายฟ้า ด้วยสัญญายืมตัวเมื่อช่วงเดือน ก.ค. และคาดว่าเขาจะได้รับค่าเหนื่อยในระดับต้นๆของเมืองไทย
อย่างไรก็ตาม มาร์โก มาเปิดเผยภายหลังว่าลัมโบกินี่ อเวนทาดอร์ รุ่นเดียวกับที่ คริสเตียนโน่ โรนัลโด้ ยอดแข้งระดับของเรอัล มาดริด ใช้เป็นยานพาหนะส่วนตัวอยู่นั้นเป็นของ สเตฟาน โยเวติช ดาวเตะชื่อดังเพื่อนร่วมชาติของ "ม่วงมหากาฬ" ฟิออเรนติน่า สโมสรในกัลโช่เซเรียอา อิตาลี
"ผมแค่ยืมโยเวติชมา (หัวเราะ)" มาร์โก กล่าวหลังถูกถามถึงเรื่องลัมโบกินี่พร้อมพูดติดตลกอีกว่า "ผมยืมมาขอลองนั่งดูเท่านั้น เผื่อในอนาคตอาจจะได้เป็นของตัวเอง ส่วนในเวลานี้ยังไม่จำเป็นเพราะแคมป์ของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด มีสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อม"
"ดิ สเตฟาโน" ยก 'เปเล' เจ๋งกว่า "โด้-เมสซี"
อัลเฟรโด ดิ สเตฟาโน ยอดนักเตะของ "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด ออกมายกย่องว่า เปเล ตำนานแข้งของทีมชาติบราซิล เป็นผู้เล่นที่มีชั้นเชิงเหนือกว่าทั้ง ลีโอเนล เมสซี เพลเมเกอร์อาร์เจนไตน์ ของ บาร์เซโลนา และ คริสเตียโน โรนัลโด ปีกจอมสับจากโปรตุกีส
ตำนานนักเตะของ รีล มาดริด ในวัย 86 ปี ผู้เคยพา "ราชันชุดขาว" เถลิงคว้าแชมป์ยูโรเปียน คัพ 5 สมัย ที่เคยชื่นชมทั้ง เมสซี และ โรนัลโด ว่าเป็น 2 นักเตะแห่งยุคสมัยนี้ เพียงแต่มีจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไปไป ทว่า ดิ สเตฟาโน กลับออกมายกย่องให้ "ไข่มุกดำ" เปเล ตำนานลูกหนังแซมบ้ามีลีลาเหนือกว่าดาวเตะทั้ง 2 รายนี้
"นักเตะที่เยี่ยมที่สุดตลอดกาล? ผมคิดว่าน่าจะเป็น เปเล ถึง เมสซี และ โรนัลโด จะเป็นผู้เล่นที่ดีและมีลีลาการแล่นสุดยอด แต่ยังไง เปเล ก็ยังเหนือกว่าทั้งคู่อยู่ดี" ดิ สเตฟาโน กล่าว
อย่างไรก็ดี อดีตนักเตะของ รีลมาดริด ยังแสดงความเห็นถึงลีลาการเล่นของ เมสซี และ โรนัลโด ว่า ซูเปอร์สตาร์ร่างเล็กของ "เจ้าบุญทุ่ม" น่าจะเหนือกว่าเล็กน้อย "ถ้าเทียบกัน เมสซี ดูจะมีเทคนิคมากกว่านะ เข้าเล่นตัดเข้าด้านในได้ดีกว่า ด้วยการเลี้ยงบอลคุณจะเห็นเลยว่าเขาสนุกกับการเล่นของตัวเอง"
"ส่วนทาง โรนัลโด มีรูปร่างที่ดีได้เปรียบกว่า มีร่างกายแข็งแกร่ง ว่องไวและเป็นผู้เล่นที่มีความเร็ว และยังจบสกอร์ได้ทั้งสองเท้าด้วย" ดิ สเตฟาโน ทิ้งท้าย
หงส์ขาวซุ่มดึงเทียนดาลลี่อุดรั่ว1ซีซั่
สโมสร"หงส์ขาว"สวอนซี ซิตี้ ในศึกพรีเมียร์ ลีก อังกฤษ ประกาศคว้า ดไวท์ เทียนดาลลี่อดีตแบ็กซ้ายทีมเอฟซี ทเวนเต้ เข้าเสริมทัพเเล้ว ด้วยสัญญา 1 ปี เเบบไร้ค่าตัว
"หงส์ขาว"สวอนซี ซิตี้ สโมสรในศึกพรีเมียร์ ลีก อังกฤษ ประกาศคว้า ดไวท์ เทียนดาลลี่อดีตแบ็กซ้ายของทีมเอฟซี ทเวนเต้ จากลีกฮอลแลนด์ เข้าเสริมทัพเป็นที่เรียบร้อยเเล้ว ด้วยสัญญา 1 ปี เเบบไร้ค่าตัว
อดีดเเข้งวัย 26 ปี เคยติดทีมชาติฮอลเเลนด์ชุดต่ำกว่า 21 ปี ถูก ทเวนเต้ ปล่อยให้หมดสัญญา ด้าน สวอนซี จึงทำการคว้าตัวเข้าเสริมทัพหลังฟลูเเบ็กคนสำคัญอย่างนีล เทย์เลอร์ ที่ข้อเท้าหักพักเเละจำเป็นต้องพักทั้งซีซั่นนี้
"หงส์ขาว"สวอนซี ซิตี้ สโมสรในศึกพรีเมียร์ ลีก อังกฤษ ประกาศคว้า ดไวท์ เทียนดาลลี่อดีตแบ็กซ้ายของทีมเอฟซี ทเวนเต้ จากลีกฮอลแลนด์ เข้าเสริมทัพเป็นที่เรียบร้อยเเล้ว ด้วยสัญญา 1 ปี เเบบไร้ค่าตัว
อดีดเเข้งวัย 26 ปี เคยติดทีมชาติฮอลเเลนด์ชุดต่ำกว่า 21 ปี ถูก ทเวนเต้ ปล่อยให้หมดสัญญา ด้าน สวอนซี จึงทำการคว้าตัวเข้าเสริมทัพหลังฟลูเเบ็กคนสำคัญอย่างนีล เทย์เลอร์ ที่ข้อเท้าหักพักเเละจำเป็นต้องพักทั้งซีซั่นนี้
ปืนควัก300ล้านบีบชาลเก้ปล่อยฮันเตอร์
สโมสร"เจ้าปืนใหญ่"อาร์เซน่อล เตรียมควักงบ 6 ล้านปอนด์(ราว 300 ล้านบาท)เพื่อใช้ดึง "เดอะฮันเตอร์"คลาส แยน ฮุนเตลาร์ ดาวยิงตัวเก่งชาวดัตช์ที่กำลังจะหมดสัญญากับทีม"ราชันสีน้ำเงิน"ชาลเก้ 04 เข้าเสริมทัพ
"เจ้าปืนใหญ่"อาร์เซน่อล สโมสรชั้นนำเเห่งศึกพรีเมียร์ ลีก อังกฤษ เตรียมควักงบ 6 ล้านปอนด์(ราว 300 ล้านบาท)เพื่อใช้ในการดึง "เดอะฮันเตอร์"คลาส แยน ฮุนเตลาร์ ดาวยิงคนสำคัญของทีม"ราชันสีน้ำเงิน"ชาลเก้ 04 จากบุนเดสลีกาเยอรมนี เข้าเสริมทัพหลังเเข้งรายดังกล่าวกำลังจะหมดสัญญากับต้นสังกัด
กองหน้าชาวฮอลเเลนด์วัย 29 ปี เหลือสัญญาร่วมกับชาลเก้ 04 เพียงเเค่จบฤดูกาลนี้เท่านั่น ซึ่งหมายความว่าหากเจ้าตัวไม่สามารถย้ายทีมในช่วงตลาดซื้อ-ขายนักเตะเดือนมกราคมได้ ต้นสังกัดจะเสียเเข้งรายดังกล่าวออกไปแบบฟรีๆ จึงเป็นโอกาสให้ อาร์แซน เวนเกอร์ กุนซืออาร์เซน่อล เบิกงบ 6 ล้านปอนด์เพื่อใช้ดึง หอกที่ซัดไป 48 ประตูจากการลงเล่น 47 นัด เข้าเสริมคม
"เจ้าปืนใหญ่"อาร์เซน่อล สโมสรชั้นนำเเห่งศึกพรีเมียร์ ลีก อังกฤษ เตรียมควักงบ 6 ล้านปอนด์(ราว 300 ล้านบาท)เพื่อใช้ในการดึง "เดอะฮันเตอร์"คลาส แยน ฮุนเตลาร์ ดาวยิงคนสำคัญของทีม"ราชันสีน้ำเงิน"ชาลเก้ 04 จากบุนเดสลีกาเยอรมนี เข้าเสริมทัพหลังเเข้งรายดังกล่าวกำลังจะหมดสัญญากับต้นสังกัด
กองหน้าชาวฮอลเเลนด์วัย 29 ปี เหลือสัญญาร่วมกับชาลเก้ 04 เพียงเเค่จบฤดูกาลนี้เท่านั่น ซึ่งหมายความว่าหากเจ้าตัวไม่สามารถย้ายทีมในช่วงตลาดซื้อ-ขายนักเตะเดือนมกราคมได้ ต้นสังกัดจะเสียเเข้งรายดังกล่าวออกไปแบบฟรีๆ จึงเป็นโอกาสให้ อาร์แซน เวนเกอร์ กุนซืออาร์เซน่อล เบิกงบ 6 ล้านปอนด์เพื่อใช้ดึง หอกที่ซัดไป 48 ประตูจากการลงเล่น 47 นัด เข้าเสริมคม
ลิเบีย-แอลจีเรียฉาวตะลุมบอล+คลิป
"เดอะซัน"สื่อชั้นนำเเห่งเกาะอังกฤษ เผยคลิปที่ทำให้วงการลูกหนังต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงขึ้น เมื่อมีเหตุตะลุมบอลของผู้เล่นพร้อมกับสต๊าฟโค้ชทีมชาติ ลิเบีย เเละ แอลจีเรีย ในศึกแอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ รอบคัดเลือก เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา
เมื่อวันจันทร์ที่ 10 กันยายน ที่ผ่านมา"เดอะซัน"สื่อชั้นนำเเห่งเกาะอังกฤษ เผยคลิปที่ทำให้วงการลูกหนังต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงขึ้นอีกครั้ง หลังมีเหตุตะลุมบอลของเหล่าบรรดาผู้เล่นพร้อมกับสต๊าฟโค้ชทีมชาติ ลิเบีย เเละ แอลจีเรีย ในศึกแอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ รอบคัดเลือก
ซึ่งในภาพจะเห็นได้ว่า อิสลาม ซลิมานี่ นักเตะ แอลจีเรีย ได้กระโดดถีบหลัง เอล มูห์ราบี นักเตะ ลิเบีย หลังผู้ตัดสินเป่านกหวีดสุดท้าย พร้อมกันนี้บรรดานักเตะคนอื่นๆ และสตาฟฟ์โค้ชของทั้ง 2 ฝ่ายต่างวิ่งเข้ามาตะลุมบอลกันอีกด้วย
โดย เกมนี้ แอลจีเรีย สามารถเก็บชัยเหนือ ลิเบีย ไปด้วยสกอร์ 1:0 คุมเอาความได้เปรียบในเกมนัดเเรกไปได้ก่อน ส่วนในเกมที่ 2 จะมีขึ้นในวันพุธที่ 12 กันยายนนี้ ซึ่งผู้ชนะจะได้สิทธิไปเตะศึกแอฟริกัน เนชั่นส์ คัพรอบสุดท้าย ที่ประเทศแอฟริกาใต้ ในต้นปีหน้าทันที
เมื่อวันจันทร์ที่ 10 กันยายน ที่ผ่านมา"เดอะซัน"สื่อชั้นนำเเห่งเกาะอังกฤษ เผยคลิปที่ทำให้วงการลูกหนังต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงขึ้นอีกครั้ง หลังมีเหตุตะลุมบอลของเหล่าบรรดาผู้เล่นพร้อมกับสต๊าฟโค้ชทีมชาติ ลิเบีย เเละ แอลจีเรีย ในศึกแอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ รอบคัดเลือก
ซึ่งในภาพจะเห็นได้ว่า อิสลาม ซลิมานี่ นักเตะ แอลจีเรีย ได้กระโดดถีบหลัง เอล มูห์ราบี นักเตะ ลิเบีย หลังผู้ตัดสินเป่านกหวีดสุดท้าย พร้อมกันนี้บรรดานักเตะคนอื่นๆ และสตาฟฟ์โค้ชของทั้ง 2 ฝ่ายต่างวิ่งเข้ามาตะลุมบอลกันอีกด้วย
โดย เกมนี้ แอลจีเรีย สามารถเก็บชัยเหนือ ลิเบีย ไปด้วยสกอร์ 1:0 คุมเอาความได้เปรียบในเกมนัดเเรกไปได้ก่อน ส่วนในเกมที่ 2 จะมีขึ้นในวันพุธที่ 12 กันยายนนี้ ซึ่งผู้ชนะจะได้สิทธิไปเตะศึกแอฟริกัน เนชั่นส์ คัพรอบสุดท้าย ที่ประเทศแอฟริกาใต้ ในต้นปีหน้าทันที
ปู่รอยทำช็อกดึงสเตอร์ลิ่งติดทัพผู้ดี
รอย ฮ็อดจ์สันผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ ตกเป็นข่าวเตรียมดึง ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ปีกดาวรุ่งที่มีเชื้อสายจาเมก้าจากสโมสร"หงส์แดง"ลิเวอร์พูล ขึ้นมาติดทัพ"สิงโตคำราม"ชุดมีคิวฟาดเเข้งกับ ยูเครน ในศึกฟุตบอลโลก 2014 รอบคัดเลือก โซนยุโรป กลุ่ม H วันอังคารที่ 11 กันยายนนี้
อดีตกุนซือลิเวอร์พูล กล่าว"ธีโอ วัลค็อตต์ถูกส่งตัวกลับไปที่อาร์เซน่อลหลังจากตื่นมาเเล้วรู้สึกไม่สบาย ในขณะที่ ดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ที่ปวดท้อง ตั่งแต่เมื่อวานอาการดีขึ้นมาก เเต่ทีมแพทย์ได้แนะนำให้เราพักเขา"
"ผมได้เเต่หวังว่าจะไม่มีใครในทีมเป็นอะไรเพิ่มอีกดังนั่นจึงเป็นสาเหตุให้ผมตัดสินใจเเยกทั้งสองออกจากเพื่อนทีม"
นอกจาก สเตอร์ลิ่ง เเล้ว บรรดานักเตะตำเเหน่ง ปีกดาวรุ่งอย่าง เจค ลิเวอร์มอร์ จากสโมสรท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เเละ อดัม ลัลลาน่า จากสโมสรเซาแธมป์ตัน ก็อาจจะถูกเรียกติดทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่เป็นครั้งเเรกในชีวิตด้วยเช่นกัน
ซึ่งหาก สเตอร์ลิ่ง ที่ยังมีสิทธิ์ลงรับใช้ทีมชาติทั้งจาเมก้ากับอังกฤษ ได้เล่นให้กับทัพ"สิงโตคำราม"ในวันอังคารนี้ จะทำให้ จาเมก้าหมดสิทธิเรียกเจ้าหนูวัย 17 ปีไปรับใช้ชาติทันที
ขอขอบคุณ http://www.rakball.net/home.php
เนย์มาร์ซัดแฮตทริก!บราซิลยำจีน8:0 บอลกระชับมิตร
ฟุตบอลกระชับมิตรทีมชาติ
วัน อังคาร ที่ 11 กันยายน 2555
บราซิล 8:0 จีน
สนาม : เอสตาดิโอ โชเซ่ โด เรโก้ มาเซียล
เวลา : 08.00 น.ถ่ายทอด ทรูสปอร์ต 1 (101)
สภาพอากาศ : มีเมฆมาก, อุณภูมิ 18-29 องศาเซลเซียส
ผู้ทำประตู : [1-0]รามิเรส น.22, [2-0]เนย์มาร์ น.25, [3-0]ลูคัส มูร่า น.47, [4-0]ฮัล์ค น.51, [5-0]เนย์มาร์ น.53, [6-0]เนย์มาร์ น.59, [7-0]หลิว เจียนเย่ น.69(ทำเข้าประตูตัวเอง), [8-0]ออสการ์ น.75(จุดโทษ)
ครึ่งแรก
นาทีที่ 22 ออสการ์ ไหลบอลออกทางซ้ายให้ รามิเรส วิ่งเข้าไปตักบอลลอยข้ามตัว เจิ้ง เฉิง ผู้รักษาประตูจีน ส่งลูกเข้าไปนอนที่ก้นตาข่าย บราซิลขึ้นนำ 1:0
นาทีที่ 25 ออสการ์หลุดเข้าไปในกรอบเขตโทษฝั่งขวา แล้วเปิดเลียดเข้ามาหน้าประตูให้เนย์มาร์วิ่งเข้ามาแปง่ายๆเข้าไป บราซิลหนีไปเป็น 2:0
ครึ่งหลัง
นาทีที่ 47 เกมรุกของแซมบ้าเริ่มดุดันขึ้นเรื่อยๆ จังหวะการประสานงานของแนวรุก ฮัล์ค จ่ายให้ ลูคัส มูร่า จับบอลหนึ่งทีก่อนเลือกยิงที่เสาแรก บราซิลนำห่าง 3:0
นาทีที่ 51 เนย์มาร์ปั่นโค้งนอกกรอบ บอลชนเสากระเด็นออกมาเข้าทาง ฮัล์ค ยิงด้วยซ้ายเลียดเสียบตาข่าย บราซิลนำจีน 4:0
นาทีที่ 53 มาเชโล่ได้บอลจากด้านซ้ายเปิดยัดเข้ามาหน้าประตูให้ เนย์มาร์แปจ่อๆเข้าไป บราซิลนำห่างจีนเป็น 5:0
นาทีที่ 59 ฮัล์ค และ เนย์มาร์ ตัดบอลจากกองหลังจีน เข้าทาง ออสการ์ พาบอลกระชากออกทางฝั่งขวา ก่อนเปิดเข้ามาหน้าประตูให้เนย์มาร์ ยิงแฮตทริกของตัวเองในเกมนี้ บราซิลนำจีน 6:0
นาทีที่ 69 ฮัล์ค ตอกส้นทำชิ่งกับ ลูคัส มูร่า หลุดเข้าไปในกรอบเขตโทษ แต่ หลิว เจียนเย่ กองหลังจีนพยายามล้มตัวสกัดแต่กลายเป็นยิงบอลเข้าประตูตังเอง บราซิลหนีเป็น 7:0
นาทีที่ 75 บราซิลหนีออกไปเป็น 8:0 เมื่อมาร์เชโล่โดนทำฟาวล์ในกรอบเขตโทษ เป็น ออสการ์ ที่รับหน้าที่สังหารเข้าไปไม่พลาด จบเกมบราซิลถล่มจีน 8:0
รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนาม
บราซิล : ระบบ 4-2-3-1
ผู้รักษาประตู : ดีเอโก้ อัลเวส
กองหลัง : ดาเนี่ยล อัลเวส, อันแดร์สัน เดเด้, ดาวิด ลุยซ์, มาร์เชโล่
กองกลาง : รามิเรส, โรมูโล่ - ลูคัส มูร่า, ออสการ์, เนย์มาร์
กองหน้า : ฮัล์ค
กุนซือ : มาโน่ เมเนเซส
จีน : ระบบ 4-4-2
ผู้รักษาประตู : เจิ้ง เฉิง
กองหลัง : หลิว เจียนเย่, หยู หยาง, จ้าว เผิง, จู ถิง
กองกลาง : เหา จุ้นหมิน, เจียง หลิ้ว, จ้าว ซวียือ, ลู่ เป็ง
กองหน้า : ถิง ซู, เกา หลิน
กุนซือ : โฆเซ่ อันโตนิโอ คามาโช่
วัน อังคาร ที่ 11 กันยายน 2555
บราซิล 8:0 จีน
สนาม : เอสตาดิโอ โชเซ่ โด เรโก้ มาเซียล
เวลา : 08.00 น.ถ่ายทอด ทรูสปอร์ต 1 (101)
สภาพอากาศ : มีเมฆมาก, อุณภูมิ 18-29 องศาเซลเซียส
ผู้ทำประตู : [1-0]รามิเรส น.22, [2-0]เนย์มาร์ น.25, [3-0]ลูคัส มูร่า น.47, [4-0]ฮัล์ค น.51, [5-0]เนย์มาร์ น.53, [6-0]เนย์มาร์ น.59, [7-0]หลิว เจียนเย่ น.69(ทำเข้าประตูตัวเอง), [8-0]ออสการ์ น.75(จุดโทษ)
ครึ่งแรก
นาทีที่ 22 ออสการ์ ไหลบอลออกทางซ้ายให้ รามิเรส วิ่งเข้าไปตักบอลลอยข้ามตัว เจิ้ง เฉิง ผู้รักษาประตูจีน ส่งลูกเข้าไปนอนที่ก้นตาข่าย บราซิลขึ้นนำ 1:0
นาทีที่ 25 ออสการ์หลุดเข้าไปในกรอบเขตโทษฝั่งขวา แล้วเปิดเลียดเข้ามาหน้าประตูให้เนย์มาร์วิ่งเข้ามาแปง่ายๆเข้าไป บราซิลหนีไปเป็น 2:0
ครึ่งหลัง
นาทีที่ 47 เกมรุกของแซมบ้าเริ่มดุดันขึ้นเรื่อยๆ จังหวะการประสานงานของแนวรุก ฮัล์ค จ่ายให้ ลูคัส มูร่า จับบอลหนึ่งทีก่อนเลือกยิงที่เสาแรก บราซิลนำห่าง 3:0
นาทีที่ 51 เนย์มาร์ปั่นโค้งนอกกรอบ บอลชนเสากระเด็นออกมาเข้าทาง ฮัล์ค ยิงด้วยซ้ายเลียดเสียบตาข่าย บราซิลนำจีน 4:0
นาทีที่ 53 มาเชโล่ได้บอลจากด้านซ้ายเปิดยัดเข้ามาหน้าประตูให้ เนย์มาร์แปจ่อๆเข้าไป บราซิลนำห่างจีนเป็น 5:0
นาทีที่ 59 ฮัล์ค และ เนย์มาร์ ตัดบอลจากกองหลังจีน เข้าทาง ออสการ์ พาบอลกระชากออกทางฝั่งขวา ก่อนเปิดเข้ามาหน้าประตูให้เนย์มาร์ ยิงแฮตทริกของตัวเองในเกมนี้ บราซิลนำจีน 6:0
นาทีที่ 69 ฮัล์ค ตอกส้นทำชิ่งกับ ลูคัส มูร่า หลุดเข้าไปในกรอบเขตโทษ แต่ หลิว เจียนเย่ กองหลังจีนพยายามล้มตัวสกัดแต่กลายเป็นยิงบอลเข้าประตูตังเอง บราซิลหนีเป็น 7:0
นาทีที่ 75 บราซิลหนีออกไปเป็น 8:0 เมื่อมาร์เชโล่โดนทำฟาวล์ในกรอบเขตโทษ เป็น ออสการ์ ที่รับหน้าที่สังหารเข้าไปไม่พลาด จบเกมบราซิลถล่มจีน 8:0
รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนาม
บราซิล : ระบบ 4-2-3-1
ผู้รักษาประตู : ดีเอโก้ อัลเวส
กองหลัง : ดาเนี่ยล อัลเวส, อันแดร์สัน เดเด้, ดาวิด ลุยซ์, มาร์เชโล่
กองกลาง : รามิเรส, โรมูโล่ - ลูคัส มูร่า, ออสการ์, เนย์มาร์
กองหน้า : ฮัล์ค
กุนซือ : มาโน่ เมเนเซส
จีน : ระบบ 4-4-2
ผู้รักษาประตู : เจิ้ง เฉิง
กองหลัง : หลิว เจียนเย่, หยู หยาง, จ้าว เผิง, จู ถิง
กองกลาง : เหา จุ้นหมิน, เจียง หลิ้ว, จ้าว ซวียือ, ลู่ เป็ง
กองหน้า : ถิง ซู, เกา หลิน
กุนซือ : โฆเซ่ อันโตนิโอ คามาโช่
คอลัมน์ : ป้องส่องเกม
มาเจอกันอีกครั้งนะครับ เป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 2 สัปดาห์ รู้สึกเหมือนตัวเองกลับไปเป็นนักเรียนอีกครั้ง ต้องมานั่งพิมพ์งานส่งอาจารย์ทุกสัปดาห์ พอได้โอกาสมาทำงานตรงนี้ก้รู้สึกเข้าใจ วลีในหนังเรื่อง Spider Man ขึ้นมาทันทีเลยนะครับ ที่เค้าว่ากันว่า "ความสามารถที่ยิ่งใหญ่ มาพร้อมความรับผิดชอบที่ใหญ่ยิ่ง" จริงๆ ควรจะเปลี่ยนเป็น "โอกาสที่ยิ่งใหญ่ มาพร้อมความรับผิดชอบที่ใหญ่ยิ่ง" มากกว่านะครับ เพราะเราไม่ได้มีความสามารถขนาดนั้น ยังต้องเรียนรู้กันอีกเยอะ แค่โชคดีที่ได้รับโอกาสดีๆ มากกว่า
พอมาอยู่ตรงนี้ ได้ลองทำงานจริง จึงรู้สึกทึ่งในคอลัมนิสต์ทุกๆ ท่านมากเลยนะครับ ทุกคนเก่งมากจริงๆ เขียนบล็อกกันได้ทุกวัน หาประเด็น หาข้อมูล วิเคราะห์ วิจารณ์ เอามาให้ผู้อ่านอย่างเราๆ ได้สนุกเพลิดเพลินกันได้ทุกๆ วัน
อ่านของเค้าง่ายกว่าเยอะครับ เขียนจริงนี่ยากพอควรเลย ตกผลึกความคิดมาเป็นตัวอักษรให้พวกเราอ่านกัน แถมต้องทำกันทุกวัน! ลองจินตนาการดูครับ ว่าเป็นงานหนักขนาดไหน เพราะงั้นเวลาเค้าขึ้นราคากัน ก็อย่าบ่นกันเลยนะครับ 555
วีกนี้ขอพูดถึงควันหลงแมตช์ ลิเวอร์พูลกับอาร์เซน่อล เมื่อวีกที่แล้วกันหน่อยนะครับ พอดีวีกนี้มีโปรแกรมทีมชาติ ไม่มีเกมลีกพอดี ก็ว่ากันเลยนะครับ ก็อย่างที่ทราบกันนะครับว่าทั้ง 2 ทีมเจอกันเป็นเกมที่ 3 ในลีก ยังไม่ชนะกันมาเลยทั้งคู่ ปืนใหญ่เสมอมาแบบยิงใครไม่ได้เลย เกมรุกสุดฝืดมา 2 นัด ยังดีที่ยังไม่เสียประตู แต่ก็ยังพออ้างได้ว่า แม้เกมรุกไม่ดี แต่เกมรับเหนียวแน่น ส่วนหงส์แดงอาการหนักกว่าครับ แมตช์แรกโดนเวสต์บรอมฯ อัดไป 3 เม็ด เกม 2 เสมอแมนฯ ซิตี้ แบบน่าชนะ ฟอร์มดี ประทับใจแฟนๆ ถ้าไม่มีความผิดพลาดส่วนบุคคลก็น่าจะเก็บ 3 แต้มได้ไปแล้ว
พอทีมที่ยังไม่ชนะใครมาเลยมาเจอกัน แถมเป็นทีมใหญ่ทั้งคู่ ความกดดันก็ตามมาครับ เรียกได้ว่าเกมนี้ถ้าใครแพ้ละก็งานเข้ายาวแน่ รับรองว่าโดนเล่นข่าวกันเละ สถานการณ์ของทีมก็จะตึงเครียดลงไปอีก แต่ก็อย่างที่ทราบกันนะครับว่าหงส์แพ้คาบ้านไป 0-2 ประตู เรามาว่าถึงรายละเอียดกัน
อาร์เซน่อล 11 ตัวแรกมาในชุดเดิมเหมือนกับ 2 เกมแรกนะครับ ส่วนลิเวอร์พูลมีเปลี่ยน 1 ตัวนะครับ เอาซาฮินลงมา เริ่มเกมครึ่งแรกประมาณ 15 ผมว่าเกมยังสูสี ค่อนไปทางลิเวอร์พูลด้วยซ้ำที่เล่นได้ดีกว่า ครองเกมและมีโอกาสจบประปราย แต่พอปืนใหญ่เริ่มเซตเกมได้ รูปเกมก็ดีขึ้นเรื่อยๆ เกมแดนกลางสอดประสานกันลงตัวดูดีกว่า 2 เกมแรกเยอะ ทั้ง ดิยาบี้ - อาร์เตต้า - กาซอร์ล่า สามารถกดรูปเกมแดนกลางของหงส์แดง ที่มี ซาฮิน - อัลเลน - เจอร์ราร์ด อยู่นะครับ
ผมว่าเรื่องการต่อบอลสวยงามตามช่อง เล่นสั้น ทะลุช่อง ปืนทำได้ดีกว่า เป็นการเล่นสไตล์ปืนใหญ่อยู่แล้ว แต่ลิเวอร์พูลในยุคร็อดเจอร์สเพิ่งจะมาเน้นเล่นแนวนี้ จึงยังแม่นสู้ทางอาร์เซน่อลไม่ได้ โดยเฉพาะดิยาบี้เล่นดีมากนะครับ ซึ่งปกติผมว่าหมอนี่ฝีเท้าดีอยู่แล้ว หน่วยก้านก็ดี ดูเผินๆ นึกว่าวิเอร่ากลับมาเล่นให้อาร์เซน่อลอีกครั้ง ถ้าไม่ติดว่าเจ็บบ่อยละก็ ผมว่าป่านนี้ขึ้นชั้นเป็นนักเตะระดับโลกและคงดังกว่านี้มาก (ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้น ก็คงย้ายจากอาร์เซน่อลไปอยู่แมนฯ ซิตี้ หรือไม่ก็บาร์ซ่าตามฟอร์ม 555)
จริงๆ นะครับ ดิยาบี้เล่นดีรวมไปถึงนักเตะใหม่อย่าง กาซอร์ล่า กับ โพดอลสกี้ ก็ซัดกันไปคนละลูก คลายความกดดันกันไปแล้ว ลูกแรก โพดอลสกี้เป็นคนเริ่มเองตัดบอลจากความผิดพลาดของเจอร์ราร์ดเล่นกับกาซอร์ล่า 2 คน แล้วสุดท้ายตัวเองก็ไปกดด้วยซ้ายข้างถนัดเข้าไปสวยงาม ส่วนลูก 2 กาซอร์ล่าโชว์ความสามารถเฉพาะตัวลากไปซัดเต็มข้อนะครับ จริงๆ ยิงถือว่าใช้ได้ทั้ง 2 ลูก แต่ดูแล้วเรน่าก็เซฟไม่ดีด้วย ถ้าเป็นปีก่อนๆ นี้ ลูกยากระดับนี้เรน่าก็จัดการเก็บได้อยู่ ดูเหมือนปีนี้เค้าจะฟอร์มตกลงไป
แต่ที่น่าละเหี่ยใจเหมือนเดิมก็คือ โอลิวิเย่ ชิรูด์ นะครับ ดูฟอร์มหมอนี่แล้ว ชวนให้ต๊อแต๊เหลือเกิน เล่นไม่ดีนะครับ ไม่เกี่ยวว่ายิงได้หรือไม่ได้ ยิงไม่ได้ไม่ว่ากัน ถ้าเล่นเป็นประโยชน์กับทีมหรืออย่างน้อยโชว์สเต็ปหรือความสามารถอะไรออกมาให้เห็นบ้างก็ยังดี แต่นี่ดูแล้วไม่ค่อยไหว เล่นไม่เป็นประโยชน์ อยู่ๆ ก็หายไปจากเกม ถ้าไม่ได้สังเกตนึกว่าไม่ได้ลง จังหวะหมูหกมีให้เห็นตลอด แถมมีจังหวะที่หลังลิเวอร์พูลพลาดให้แล้ว หลุดเดี่ยวเข้าใปก็ยังทำอะไรไม่ได้ เก้ๆ กังๆ เสียของหมด
นี่ถ้าเป็น RVP หรือว่าอองรีละก็ ซัดหายไปแล้ว ก็ต้องให้โอกาสกันต่อไปนะครับกับศูนย์หน้าคนนี้ หวังว่าเวนเกอร์จะคิดถูกเหมือนหลายๆ ครั้งนะครับ
ส่วนที่เป็นที่กล่าวขวัญและได้รับคำชมมากมายก็คือในเรื่องของเกมรับ ปีนี้ได้ สตีฟ โบลด์ มาเป็นผู้ช่วยคนใหม่ของเวนเกอร์แทนที่ แพต ไรซ์ ที่รีไทร์ออกไปนะครับ อย่างที่ทราบกันว่าโบลด์เป็น 1 ในแผงหลังยุคสุดเหนียว ยุครุ่งเรืองของอาร์เซน่อล ที่มี อดัมส์ - โบลด์ - คีโอว์น - วินเทอร์เบิร์น - ดิ๊กซั่น ที่เป็นแผงหลังอังกฤษล้วนๆ และเล่นร่วมกันมายาวนานและเหนียวแน่นมาก
โบลด์มาจัดแผงหลังปืนใหม่ให้ไฉไลกว่าเดิมเยอะครับ ทั้งที่นักเตะก็ชุดเดิมไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรจากฤดูกาลก่อนเลย มีแฟร์มาแล่น กัปตันทีมยืนเซนเตอร์คู่กับ แมร์เตซัคเคอร์ ซ้าย - กิ๊บ, ขวา - เจนกินสัน 4 คนนี้เล่นดีมากนะครับช่วงนี้ ที่เห็นพัฒนาการได้ชัดเลยคือ เจนกินสันครับ ปีก่อนยังจำได้ว่าหมอนี่ลงทีไรแฟนปืนเสียวท้องน้อยตลอดทั้งที่ไม่ได้ปวดปัสสาวะ
คงยังจำกันได้นะครับว่า เจนกินสันก็อยู่ในทีมชุดสุดจะเขินโดนล้อกันยาว ในเกมที่โดนแมนฯ ยูฯ อัดไป 8-2 ด้วย เมื่อเกมที่ 3 ของฤดูกาลที่แล้ว แต่มาปีนี้นิ่งขึ้น ดูดีขึ้นเยอะครับ ไม่รู้ว่าโบลด์ไปติวกันอีท่าไหนแต่ดีขึ้นจริงๆ แล้วเรายังมี ซานโต๊ส, กอสซิแอลนี่ กับ ซาญ่า อีกที่รอให้หายจากอาการบาดเจ็บมาช่วยกันอีก ผมว่าพวกเราแฟนปืนปีนี้ลุ้นกันได้ยาวๆ ครับ ฟุตบอลนะครับ ถ้าเกมรับดีไว้ก่อน ยังไงก็อุ่นใจ ถึงไม่ได้ แต่ก็ไม่เสีย
มาถึง "หงส์แดง" ลิเวอร์พูลครับ จริงๆ ผมก็ไม่ได้มีข้อมูลมากเพราะก็เป็นแฟนขาจรหงส์อ่ะนะครับ ไม่ใช่ขาประจำ แต่ดูๆ ไปแล้วก็ไม่ใช่ว่าจะเล่นแย่หรือไม่ดีอะไร เพียงแต่จังหวะและอะไรหลายๆ อย่างมันยังไม่เป็นใจ ยังไม่เข้าที่เข้าทาง นักเตะยังต้องทำความเข้าใจกับ ผจก.ทีมคนใหม่อยู่ อย่างนัดเจอกันแมนฯ ซิตี้ จริงๆ แล้วก็ควรต้องชนะไปแล้วด้วย ถ้าไม่ไปพลาดเองซะก่อน เป็นแฟนลิเวอร์พูลต้องอดทนครับ รักกันชอบกัน ยังไงก็ทิ้งกันไม่ได้
ลิเวอร์พูลต้องหาสไตล์การเล่นของตัวเองให้เจอนะครับ เอาให้เหมาะกับทีมตัวเอง ดูทีมอื่นๆ เค้าก็จะมีสไตล์การเล่นเฉพาะตัวของเค้า อย่างแมนฯ ยูฯ ก็ต่อบอลแม่น ฉับไว ออกปีก ให้ปีกเข้าทำ กองหน้าคม ใช้โอกาสไม่เปลือง ไม่ต้องสวยงามแต่เต็มไปด้วยประสิทธิภาพ อย่างปืนก็ต่อบอลสวยงาม ตามช่อง จ่ายทะลุเข้าทำ อะไรก็ว่ากันไป แต่ลิเวอร์พูลดูเหมือนถ้าจะชนะ ก็เพราะวันนั้นนักเตะเล่นดี ฟอร์มดี แต่ถ้านักเตะเล่นกันไม่ดี ก็แพ้แน่นอน คือไม่ได้มีแผนการเล่นมาช่วย ไม่ได้เซตรูปแบบ เซตสไตล์ของตัวเองเอาไว้
ก็ใจเย็นๆ กันนะครับ ฤดูกาลเพิ่งเริ่มต้น แฟนปืนก็อย่าเพิ่งชะล่าใจไป ส่วนแฟนหงส์ก็ต้องใจเย็น ให้โอกาส เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ในการทำทีมด้วย ทีมฟุตบอล ถ้าจะสร้างกันแบบตั้งแต่พื้นฐานเลย นี่ยากนะครับ ต้องใช้เวลา
ดูอย่างเฟอร์กี้กับแมนฯ ยูฯ สิครับ ช่วง 4 ปีนี่ไม่ได้สัมผัสแชมป์เลย จนบอร์ดบริหารเกือบจะไล่ออกอยู่แล้ว นี่ถ้าบอร์ดบริหารและแฟนผีไม่มีความอดทนรอ ก็คงไม่มีทีมแมนฯ ยูฯ ที่ยิ่งใหญ่อย่างทุกวันนี้
ดังนั้นเวลานี่สำคัญมากครับ ต้องอดทนรอกัน เหมือนที่คอลัมน์ของพี่แจ๊คกี้วันนั้นเขียนไว้ดีมากนะครับ ผมขอยืมมาใช้หน่อย ว่าแฟนหงส์แดงต้องอดทน ให้เวลากับ ผจก.ทีมคนใหม่ด้วย เพราะทีมๆ นึงจะยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้ มันต้องใช้เวลาสร้าง สร้างทีมขึ้นมา ผจก.ไม่ใช่พ่อมดนะครับ ถึงจะเสกทีมๆ นึงมาได้ง่ายๆ ในเวลาอันรวดเร็ว มันต้องสร้างครับ...ไม่ใช่เสก
ขอบคุณนะครับที่อ่านจนจบ มีอะไรติชมมาได้นะครับที่ nawat234@hotmail.com
ขอขอบคุณ http://www.siamsport.co.th/home.asp
วันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2555
อัซซูรี่เริ่มไม่สวย
เกมเยือนกรุงโซเฟีย จบลงด้วยผลเสมอ 2-2 โดยลูกทีมของเชซาเร่ ปรันเดลลี่ ได้สองประตูจาก "ปาโบล ออสวัลโด้" กองหน้าโรม่าคนเดียวสองลูก แต่ตอนแรกนั้น ถูกเจ้าถิ่นนำก่อน 1-0 เพราะจานลุยจิ บุฟฟ่อน ทำเปิ่นๆ รับลูกพลาด บอลพุ่งมาตรงตัวกระดอนขึ้นมาแล้ว ทำให้จิจี้เสียหลึม คว้าแต่ลมไปเต็มๆ
งานนี้เรียกว่าปรันเดลลี่มีเวลาทำงานน้อยจริงๆ เช่นเดียวกับเทรนเนอร์อีกหลายชาติ พอเสร็จจากเกมลีก ผู้เล่นจะไม่ได้พักเลย ต้องมากซ้อมกันต่อ แล้วอิตาลีเองเจอปัญหานักเตะหลักๆเจ็บด้วย มาริโอ บาโลเตลลี่ รวมถึง จอร์โจ้ คิเอลลินี่ ที่ให้พักไว้ เพราะเพิ่งหายเจ็บกลับมาเล่นให้ยูเว่
ฟอร์มการเล่นของอัซซูรี่นัดนี้ไม่ดีนัก ส่วนหนึ่งคงเพราะจังหวะเกมยังไม่ได้ เพราะตัวหลักๆจากชุดยูโร ส่วนใหญ่ก็เพิ่งกลับมารวมตัวกัน ความฟิตอะไรยังไม่เต็มที่นัก ส่วนแข้งที่เพิ่งลงทีมชาติได้ไม่นานอย่าง อันเจโล อ็อกบอนน่ากองหลังของทีม รวมถึงตัวหลักเดิมอย่างอันเดรีย บาร์ซายี่ และ เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ ยังอืดอยู่มาก
ลูกที่เสียประตู 2-2 แสดงให้เห็นว่า สภาพจิตใจนักเตะอิตาลียังไม่นิ่ง ยืนไม่เป็นตำแหน่งวิ่งลนลานมั่วซั่วไปหมดในเขตโทษ ปล่อยให้คู่ต่อสู้ยิงจ่อๆ แล้วโดนคู่ต่อสู้เพรสซิ่งก็ตกอยู่ในที่นั่งลำบากทันที
อิตาลีในยูโร แย่งบอลได้แย่ง และเปลี่ยนจังหวะเป็นรุกได้ทันที ทว่าแมตช์นี้ไม่มีเกมแบบนั้นให้เห็น ความฟิตพร้อม และความเข้าใจเกมยังไม่ค่อยมี แล้วไม่ค่อยวิ่งสู้ฟัด มีแรงจูงใจมากเหมือนตอนยูโรด้วย
ระบบการเล่นระหว่างแผงหลังกับแดนกลางดูไม่ค่อยประสานงานกันเท่าไหร่นัก ความคล่องแคล่วในการผ่านบอล การเคลื่อนที่หาช่องรับบอลก็ยังไม่ดีเท่าที่ควร ซึ่งก็ทำให้สื่ออิตาลีออกมาวิจารณ์เรื่องฟอร์มการเล่น พร้อมบอกว่านัดนี้เล่นกันไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ไม่มีไอเดียอะไรเลย มีเพียง ปาโบล ออสวัลโด้ ที่ได้คะแนนความสามารถเยอะกว่าเพื่อนเพราะทำคนเดียวสองลูก ขณะที่ มัตเตีย เดสโตร ที่ลงไปเล่นกลางครึ่งหลังก็พลาดโอกาสทำประตูชัยถึงสองหน
อัซซูรี่เกมนี้ต้องเล่นแค่ 10 คนช่วงราว 20 นาทีสุดท้ายด้วย เนื่องจากปรันเดลลี่เปลี่ยนตัวไปครบแล้ว และ ดานิเอเล่ เด รอสซี่ ดันมาเจ็บอีกจนต้องออกจากสนามไป
การที่แข้งอิตาลีได้พักน้อย เริ่มฤดูกาลก็ช้า ความฟิตพร้อมและแรงจูงใจยังไม่มี ทำให้ออกสตาร์ทด้วยฟอร์มแย่ และได้คะแนนเดียวกลับบ้าน
นัดสองจะเจอของเบาหน่อยคือเล่นในบ้านพบมอลตา ความกดดันแทบไม่มีเลย และคงเป็นแมตช์ที่อัซซูรี่เสมือนได้เรียกความฟิต ซ้อมใหญ่ ยิงให้ได้เยอะๆ เพื่อเรียกความมั่นใจกลับมา
ดูจากฟอร์มของอิตาลีที่เริ่มต้นด้วยหนึ่งแต้ม และคู่แข่งในกลุ่มอย่างบัลแกเรีย, สาธารณรัฐเชก และ เดนมาร์กแล้ว บอกได้เลยว่า ตั๋วไปบราซิล ต้องลุ้นกันจนถึงนัดสุดท้ายแน่...
ความล้มเหลวของ ''หงส์แดง'' กับการเสริมทัพช่วงซัมเมอร์
เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ออกมาเผย ว่า เจ้าของทีม "หงส์แดง" เป็นคนที่พูดจาตรงไปตรงมากับตนมาโดยตลอด แต่ก็ยอมรับว่าคงต้องมีการเดินหน้าทำบางอย่างในการดึงนักเตะใหม่เข้ามาเสริมทัพช่วงเปิดตลาดซื้อ-ขายนักเตะเดือนมกราคมปีหน้า
ร็อดเจอร์ส ต้องประสบปัญหาขาดแคลนกองหน้าทันที ภายหลังพลาดการดึงตัวนักเตะใหม่เข้ามาเพิ่มก่อนตลาดซื้อ-ขายปิดไปเมื่อวันศุกร์ที่ 31 สิงหาคม ที่ผ่านมา เพื่อทดแทน แอนดี้ แคร์โรลล์ ดาวยิงชาวอังกฤษ ที่ถูกปล่อยไปให้กับ "ขุนค้อน" เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ยืมตัวใช้งานตลอดฤดูกาลนี้
อดีตนายใหญ่ สวอนซี ซิตี้ เผยหลังได้มีการพูดคุยกับเจ้าของ "เร้ด แมชีน" ว่า "แทบไม่ต้องสงสัยเลยว่าเรื่องการเงินที่นี่จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลง นั่นคือความเป็นจริง เราไม่สามารถทำอะไรเกี่ยวกับมันได้แล้ว เราต้องเสียนักเตะไป 9 ราย และดึงเข้ามา 3 ราย จากมุมมองในแง่ธุรกิจ สโมสรทำหน้าที่ได้ดี และสิ่งที่เราจำเป็นต้องทำในอนาคตก็คือต้องแน่ใจว่าสโมสรต้องให้การสนับสนุนและช่วยเหลือนักเตะที่นี่"
"เราจะต้องรอดูและก็หวังว่ามันจะมีอะไรเข้ามาในเดอืนมกราคมปีหน้า และช่วงตลาดซื้อ-ขายนักเตะเปิดครั้งต่อไป เราอาจจะมีการยักย้ายถ่ายเทนักเตะเพื่อที่จะทำให้เราสามารถประชันกับทีมอื่นได้ นั่นคือความตั้งใจมาโดยตลอด ผมต้องการที่จะสร้างทีม" กุนซือชาวไอร์แลนด์เหนือ กล่าว
ขณะเดียวกัน ร็อดเจอร์ส ยังรู้สึกขอบคุณ "เฟนเวย์ สปอร์ตส์ กรุ๊ป" บริษัทผู้ดูแลกิจการประจำถิ่น แอนฟิลด์ สำหรับความศรัทธาในตัวเขา แต่ก็ยอมรับว่ามีประเด็นที่จำเป็นต้องหาทางออกให้ได้ในช่วงปีใหม่ โดยระบุต่อว่า "มันเป็นกระบวนการเรียนรู้ของเจ้าของทีมด้วยเช่นกัน พวกเขาเข้ามาที่นี่ และลงทุนไปเป็นเงินกว่า 100 ล้านปอนด์ (ราว 5 พันล้านบาท) จากนั้นพวกเขาก็ได้ทำการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร และหนึ่งในสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการลาออกไป (ของ เคนนี่ ดัลกลิช)"
"พวกเขาได้ทำการเปลี่ยนแปลง และเข้ามามีส่วนร่วมครั้งสำคัญด้วยการดึงผมมาที่นี่เพื่อที่จะทำงานในระยะยาว ผมมีกลุ่มคนที่ตัวผมทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี และเจ้าของทีมก็เป็นคนที่คิดการณ์ไกลมาก และก็ยังมีความตรงไปตรงมากับผม ผมไม่มีปัญหาใดๆเลยกับสิ่งนั้น"
"เห็นได้ชัดว่ามันมีอีก 1 หรือ 2 อย่างที่เราจำเป็นต้องแก้ไข แต่เจ้าของทีมก็เป็นคนตรงมากๆ และก็ไม่ทำให้ผมเข้าใจไปในทางที่ผิดเลย อย่างไรก็ดีมันก็มีสิ่งที่ต้องหาบทสรุปให้ได้ และหากเราทำได้ นั่นก็น่าจะช่วยเราได้ในช่วงตลาดซื้อ-ขายนักเตะเปิดในครั้งต่อไป ส่วนผมก็ได้มีโอกาสพูดคนกับคนที่อเมริกาตั้งแต่เมื่อวันศุกร์ เราได้รู้ถึงความคิดของผม เราต้องเดินไปข้างหน้า และจะมีผลทันทีในสัปดาห์หน้า ความเป็นจริงมันอาจจะไม่ได้ทำอะไรมากในเดือนมกราคม แต่แน่นอนว่าเราต้องการความช่วยเหลือ"
ขณะที่ จอห์น ดับเบิ้ลยู เฮนรี่ เจ้าของทีม ลิเวอร์พูล ก็ยืนยันว่า แผนการเซ็นสัญญาคว้าตัวนักเตะใหม่เข้ามาสู่ถิ่นแอนฟิลด์ ในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ไม่ได้ประสบความล้มเหลว หลังจากที่ได้นักเตะดาวรุ่งเข้ามาร่วมทีมหลายราย ทั้ง โจ อัลเลน, นูริ ซาฮิน และ ฟาบิโอ บอรินี่ แต่ยอมรับว่าผิดหวังอยู่ไม่น้อยที่พลาดเป้าหมายที่เล็งเอาไว้จนตลาดซื้อ-ขายนักตะปิดลงเมื่อวันศุกร์ที่ 31 สิงหาคม ที่ผ่านมา
เฮนรี่ กล่าวว่า "ผมผิดหวังเหมือนกับทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสโมสรฟุตบอล ลิเวอร์พูล และเราก็ไม่สามารถซื้อกองหน้าเข้ามาเพิ่มได้ในช่วงซัมเมอร์นี้ แต่มันก็ไม่ได้เกี่ยวกับการขาดความทุ่มเทหรือความทะเยอทะยานในทุกส่วนที่เข้ามาเกี่ยวข้อง พวกเขาพยายามกันอย่างหนักในวันสุดท้ายก่อนตลาดซื้อ-ขายจะปิดตัวลงกับนักเตะกองหน้าที่เป็นเป้าหมายหลายราย และมันก็โชคร้ายที่ไม่สามารถหาบทสรุปและดึงนักเตะเหล่านั้นเข้ามาร่วมทีมได้ในท้ายที่สุด"
"สำหรับตลาดซื้อ-ขายช่วงซัมเมอร์ ซึ่งมีการดึง 3 นักเตะดาวรุ่งพรสวรรค์สูงอย่าง โจ อัลเลน, นูริ ซาฮิน และ ฟาบิโอ บอรินี่ รวมถึง 2 นักเตะแห่งอนาคตอย่าง ซาเหม็ด เยซิล และ อุสซาม่า อัสไซดี้ ซึ่งมันยากที่จะบอกว่ามันเป็นความล้มเหลว เนื่องจากเรากำลังสร้างทีมเพื่ออนาคต"
"มันไม่ควรมองข้ามถึงความสำคัญในการรั้งตัวผู้เล่นที่ดีที่สุดของเราเอาไว้ในช่วงตลาดนักเตะเปิดครั้งนี้ด้วย เราประสบความสำเร็จในการรักษา ดาเนี่ยล แอ็กเกอร์, มาร์ติน สเคอร์เทล และ หลุยส์ ซัวเรซ ให้อยู่กับทีมต่อไป เรารู้สึกซาบซึ้งกับความศรัทธาและความเชื่อที่พวกเขามีต่อสโมสรเป็นอย่างยิ่ง และเราก็ประสบความสำเร็จในการเจรจาเซ็ยสัญญาระยะยาวฉบับใหม่ทั้งกับ หลุยส์ และ มาร์ติน" เศรษฐีชาวอเมริกัน กล่าว
ขณะเดียวกัน เฮนรี่ ยืนยันว่าสโมสรไม่ได้ตัดงบประมาณค่าใช้จ่ายในการซื้อตัวนักเตะแต่อย่างใด แม้จะเพิ่งพลาดคว้าตัว คลิ้นท์ เดมพ์ซี่ย์ ดาวยิงชาวอเมริกัน ที่ตัดสินใจย้ายจาก ฟูแล่ม ไปอยู่กับ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ในท้ายที่สุดก็ตาม โดยระบุต่อว่า "นโยบายในการย้ายทีมไม่ได้เกี่ยวกับการตัดเงินค่าใช้จ่าย มันต้องทำแน่ และจะต้องมีในอนาคต เกี่ยวกับความคุ้มค่าสูงสุดกับสิ่งที่ได้ใช้ไป ดังนั้นนั่นจะสามารถทำให้เราสร้างคุณภาพในเชิงลึก"
"การใช้จ่ายเงินไม่ได้เกี่ยวกับการซื้อนักเตะพรสวรรค์เข้ามาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ความปรารถนาของเราไม่ได้เป็นการอยู่บริเวณกลางตารางที่มาพร้อมกับการใช้จ่ายเงินทองมากมาย ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เร็วที่สุดในระยะสั้นน่าจะใช้เวลาราว 2 ปี"
"ตอนนี้สิ่งที่เราเน้นก็คงต้องเป็นการพัฒนาฝีเท้านักเตะที่เรามีอยู่ ด้วยการใช้ทักษะของทีมงานโค้ช และก็ได้มีการลงทุนไปแล้วกับการสร้างนักเตะดาวรุ่งของทีม พวกเรายังคงอยู่ในกระบวนการพลิกสถานการณ์จากความผิดพลาดในการบริหารงานครั้งก่อน และมันคงจะไม่ได้เกิดขึ้นได้ในช่วงข้ามคืน"
"มันมีความผิดพลาดอยู่บ้างที่เกิดขึ้นจากการบริหารงานของเราในช่วง 2 ปีแรก ซึ่งมันได้รับความรู้มากมาย แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรผิดพลาดมากนัก สโมสรดูจะมีสถานภาพที่ดีมากขึ้นในทุกวันนี้ ซึ่งดีกว่าตอนนี้ที่เราเข้ามาซื้อกิจการ สุดท้าย ผมสามารถพูดได้ว่าการเข้ามาเป็นเจ้าของของเราไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องกำไร และมันก็ตรงข้ามกับความเห็นของสาธารณชน ที่เชื่อว่าเจ้าของทีมอยากจะมีส่วนร่วมในกีฬาเพียงเพื่อต้องการทำเงิน"
"เราอยากมีส่วนร่วมกับสโมสรเพื่อความสำเร็จและทำงานเพื่อผลกำไรของสโมสร ซึ่งมันมักจะเป็นเรื่องที่หนัก ในมุมมองของเรา เราทำงานในทุกวันเพียงแค่เพื่ออยากเห็นสโมสรมีการพัฒนาพร้อมกับขับเคลื่อนทีมให้เดินไปข้างหน้า และนั่นก็คือการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ที่เหล่ากองเชียร์ทุกคนอยากที่จะได้เห็น และสิ่งนั้นก็จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราทำในสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสม ในแนวทางที่สมเหตุสมผลสำหรับทั้งแฟนๆ สำหรับเรา และสำหรับใครก็ตามที่ติดตามเราอยู่" เจ้าของ "หงส์แดง" กล่าว
พร้อมกันนั้น เฮนรี่ ยังได้พูดถึงอนาคตการคุมทีมของ ร็อดเจอร์ส ด้วยว่า "คงไม่มีใครสงสัยเกี่ยวกับการอยากมีส่วนร่วมกับสโมสรของเรา ส่วน เบรนแดน ร็อดเจอร์ส เรามีผู้จัดการทีมอายุน้อยที่มีพรสวรรค์สูง และเราก็เชื่อมั่นในการตัดสินใจของเขาในการปรับปรุงแก้ไขทีม การทำงานยังดำเนินเดินหน้าต่อไป มันคงต้องใช้เวลาสักพักสำหรับปรัชญาการทำงานของ เบรนแดน ที่นำเข้ามาสู่ทีม และสร้างทีมในแนวทางที่เขาต้องการในระยะยาว"
ขอบคุณ สยามกีฬา
โลกฟุตบอล
อันดับแรกขอรายงานตัวก่อนเลยครับ ผม "เกรท" วรินทร ปัญหกาญจน์ เป็นนักแสดงช่อง 3 ครับ ถูกเชิญให้มาเป็นคอลัมนิสต์รับเชิญในสตาร์ซอคเก้อร์ รายวันแห่งนี้เป็นระยะหนึ่ง ที่ผมบอกไปข้างต้นว่าผมตื่นเต้นก็คือเรื่องนี้แหละครับ
ขอเรียนท่านผู้อ่านอย่างตรงไปตรงมาเลยนะครับ งานเขียนที่ผมได้รับมอบหมายในครั้งนี้เป็นงานที่ผมตื่นเต้นมากที่สุดในชีวิตเลย ตื่นเต้นกว่าการเล่นละครฉากแรกของผมซะอีก 555 เพราะหนังสือพิมพ์สตาร์ซอคเก้อร์ รายวัน เป็นสิ่งที่ผมพกอยู่ในกระเป๋ากางเกงด้านหลังอยู่ตลอดเวลา และผมจะได้เป็นหนึ่งในคอลัมนิสต์ในหนังสือเล่มนี้ ได้นำเสนอมุมมองเกี่ยวกับกีฬาที่ผมรักมากที่สุดคือ ฟุตบอล ให้ผู้อ่านทุกท่านได้มีความสุขไปกับ "โลกฟุตบอลของผม"... ผมมีความสุขมากจริงๆ ครับสำหรับงานเขียนครั้งนี้
"โลกฟุตบอลของผม" ผมขอใช้ประโยคนี้บอกภาพรวมในงานเขียนของผมนะครับ ซึ่งน่าจะตรงไปตรงมาที่สุดแล้วสำหรับคอลัมนิสต์มือใหม่ ผมจะนำเสนออย่างเที่ยงธรรม แต่อาจจะมีเอียงบ้างเล็กๆ น้อยๆ สไตล์แฟนผีอย่างผม 555 หวังว่าท่านผู้อ่านจะสามารถให้อภัยกันได้นะครับ
ฟุตบอลเป็นกีฬาที่คนกว่าครึ่งโลกให้ความสนใจมากที่สุด ซึ่งผมมั่นใจว่าในจำนวนนั้นมีผมและท่านผู้อ่านทุกคนรวมอยู่ด้วย ฟุตบอลมันมีเสน่ห์เนอะ ตอนผมเรียนอยู่ชั้นประถม ผมสงสัยมากๆ ว่าทุกๆ ตอนกลางวันทำไมเพื่อนๆ ถึงต้องไปวิ่งอยู่กลางสนามตากแดดร้อนๆ เพื่อที่จะวิ่งแย่งไล่เตะลูกกลมๆ แค่ลูกเดียว! ("ซื้อไปเล่นที่บ้านสิ จะได้ไม่ต้องแย่งกัน"... สาบานว่านี่คือความคิดของผมในตอนนั้น)
หลังจากที่ผมสงสัยมานาน ผมก็ลองตัดสินใจเข้าร่วมเล่นแย่งลูกกลมๆ กลางแดดเปรี้ยงๆ ดูสักครั้งเพื่อจะได้คลายข้อสงสัยที่คาใจอยู่นาน ปรากฏว่า..."มันสนุกตรงหนายยยยยยยเนี๊ย!!" 555 แต่สิ่งที่ทำให้ผมหลงใหลฟุตบอลครั้งแรกก็คือ !! ความดีใจที่ถูกยกย่องจากเพื่อนร่วมทีมหลังจากเท้าผมไปสะกิดลูกบอลเข้าประตูไปอย่างมึนๆ งงๆ ทั้งที่ผมเตะฟุตบอลไม่เป็น 555 ... หลังจากนั้นสิครับ เล่นมันทุกวันเลยยย ก็เลยเป็นกีฬาที่ผมรักมาจนถึงทุกวันนี้ ...
คนที่ชอบเตะฟุตบอลก็ต้องชอบดูบอล ... นี่ก็เป็นอีกความคิดในตอนนั้นที่ผมรู้สึกขัดแย้งมากๆ เพราะในวัยนั้นผมอายุประมาณ 8-9 ขวบ เตะฟุตบอลก๊อกๆ แก๊กๆ เพื่อนข้างบ้านก็ชวนเข้าไปนั่งดูฟุตบอล จำได้ว่าเป็นการแข่งขันฟุตบอลในประเทศ บอกตามตรงว่า ไม่สนุกเลย อาจจะเป็นเพราะว่าผมยังเด็กมากและยังไม่เข้าถึงแก่นแท้ของเกม แต่ก็ยังนั่งดูอยู่เรื่อยๆ เพราะคิดว่า "คนชอบเตะฟุตบอลก็ต้องชอบดูบอล" พอดูไปเรื่อยๆ 555 ก็ยังไม่สนุกอยู่ดี !!
จนกระทั่งผมได้มาพบกับ "Eric Cantona" แห่ง "Manchester United" จึงทำให้ผมได้เข้าใจประโยค "คนชอบเตะฟุตบอลก็ต้องชอบดูบอล" ว่ามันเป็นความจริง!! ... ตอนนั้นผมจำความได้ว่า Cantona เป็นนักฟุตบอลที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองคือ การไม่ทำคอเสื้อให้เรียบร้อยเหมือนนักฟุตบอลคนอื่นๆ เขาทำกัน พูดง่ายๆ ว่า มีความเป็นตัวของตัวเองสูง หาคนเข้าใจยาก ไม่ต้องการให้ใครมาเข้าใจ
ช่วงนั้นสนามฟุตบอลหลังบ้านของผมมีแต่คนใส่เสื้อคอเต่ามาเตะบอล 555 เป็นเพราะอิทธิพลของคันโตน่าแต่เพียงผู้เดียว รู้จักกันไปมาผ่านจอทีวีได้สักพักหนึ่ง ก็ประกาศเลิกเล่นซะงั้น !! เฮ้ย!! อะไรเนี๊ยยย ผมรู้สึกเหมือนถูกแฟนตอนประถมบอกเลิกนิดๆ 555 ความคิดต่อมาคือ แล้วเราจะเชียร์แมนฯ ยูฯ ต่อไปมั้ย!? นั่นคือจุดเปลี่ยนสำคัญในการดูฟุตบอลของผมครับ ทำให้ผมรู้จักแมนฯ ยูไนเต็ด มากขึ้น รู้จักคำว่า "ปีศาจแดง" ลึกลงไปอีก ไม่ได้ตั้งใจดูเฉพาะตอน Cantona ได้บอลอย่างเดียวเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว ...
Manchester United ในความคิดเห็นของผมนะครับ เป็นทีมฟุตบอลที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูง ทั้งรูปแบบการเล่น ผู้จัดการทีม การผลัดรุ่นการผสมผสานของนักเตะ พื้นฐานของสโมสรที่เรียกว่าแน่นปึ้ก การตลาด และอะไรอีกหลายๆ อย่าง แต่สิ่งที่ผมชื่นชอบที่สุดและไม่ค่อยมีสโมสรหรือทีมฟุตบอลทีมไหนลอกเลียนแบบได้ก็คือ การคัมแบ็ก !! ... สถิติในการพลิกกลับมาหรือการโกงความตายของปีศาจอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด ช่างเป็นอะไรที่ยากต่อการลอกเลียนแบบ และผมว่านี่คืออีกเสน่ห์อย่างหนึ่งของทีมฟุตบอลที่ไม่เคยยอมแพ้ (แต่ฤดูกาลที่แล้วไม่ค่อยคัมแบ็กให้เห็นเลยนะ 555) ...
ยกตัวอย่างเบาๆ แบบไม่เข้าข้างกัน 555 อย่างแมตช์ล่าสุด ที่ปีศาจแดงต้องออกไปเยือนทีม "นักบุญ" เซาธ์แฮมป์ตัน แค่ฉายาก็เห็นแล้วว่านักบุญนั้นเป็นของแสลงสำหรับปีศาจอย่างยิ่ง จำได้ครับว่านานมาแล้วมีแข้งนักบุญคนหนึ่งนามว่า "แมทธิว เลอ ทิสซิเอร์" ที่ชอบยิงแมนฯ ยูไนเต็ด มากๆ และสมัยนั้นเจอทีมนักบุญทีไรก็มักจะเคี้ยวยากอยู่เสมอๆ จนมาถึงนัดล่าสุดนี้ ตัวผมเองไม่ได้มีโอกาสได้ดูเพราะกำลังปฏิบัติหน้าที่ที่สำคัญในชีวิตอีกอย่างหนึ่งคือถ่ายทำละครอยู่นั่นเองครับ ถึงเวลาบอลเตะก็เช็กผลเป็นระยะด้วยความตื่นเต้น ครั้งแรกที่เช็กคือเสมออยู่ 1-1 แต่รู้ว่า โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ เป็นผู้ทำประตูแรก ทำให้ผมรู้สึกยิ้มหน้าบานอย่างบอกไม่ถูก ...
จนกระทั่งผมถ่ายทำละครเสร็จ เปิดวิทยุฟังในรถ ฮะ!! จะหมดเวลาแล้วตามอยู่ 1-2 ปวดใจมากครับแค่แมตช์ที่ 3 ของฤดูกาลจะแพ้อีกแล้วเหรอ... แต่สิ่งที่เรียกว่า คัมแบ็ก ก็เกิดขึ้น!! เพอร์ซี่ ซ้ำลูกโหม่งที่ชนเสาของ ริโอ เฟอร์ดินานด์ และโหม่งด้วยลูกฝีมือของตัวเองเสียบคานเข้าไปอย่างสวยงาม! เป็นการกลับมาที่สมบูรณ์แบบของแมนฯ ยูไนเต็ด อีกครั้งหนึ่ง ทำให้ผมกรี๊ดลั่นรถ !! 555 และที่ผมดีใจมากกว่านั้นคือ แฮตทริกของ RVP ซึ่งเป็นนักเตะที่ผมชื่นชอบมากๆ คนหนึ่ง (เร็วๆ นี้ จะไปทำเสื้อเบอร์ของนายนะ RVP) ...โล่งใจในการคัมแบ็กนัดที่ 3 ของซีซั่นไปแล้ว แฟนผีทุกท่านก็ช่วยกันเชียร์ให้เล่นได้เข้าที่เร็วล่ะกันนะครับ เพราะฤดูกาลนี้ไม่ง่ายแน่ๆ ที่จะเกิดการคัมแบ็กบ่อยๆ ดูจากคู่แข่งระดับหัวกะทิแล้ว คงต้องเน้นให้หนักและแต่ละแมตช์คงต้องหืดขึ้นคอกันเลยทีเดียว
สุดท้ายแล้วนะครับสำหรับสัปดาห์นี้ในสตาร์ซอคเก้อร์ของผม ผมขอขอบคุณทีมงานสตาร์ซอคเก้อร์ทุกท่านที่ให้เกียรติผมได้มาทำงานนี้ ขอบคุณผู้ใหญ่ทางช่อง 3 ที่สนับสนุนผม ขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่อ่านคอลัมน์ของผมจนจบ และที่สำคัญขอบคุณกีฬาฟุตบอลที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ขอสัญญากับผู้อ่านทุกท่านนะครับว่า ผมจะทำงานเขียนนี้อย่างตั้งใจ อย่างสนุกสนานและตรงไปตรงมา (ในความคิดเห็นของผมนะ 555) หวังว่าทุกท่านจะสนุกไปกับ "โลกฟุตบอลของผม" นะครับ
ขอขอบคุณ เกรท" วรินทร ปัญหกาญจน์
"รูนีย์" หวาน ขอแขวนเกือกที่ "ผีแดง"
เวย์น รูนีย์ ดาวยิงตัวเก่งของ "ผีแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โปรยคำหวานขออยู่กับต้นสังกัดต่อไปอีกถึง 10 ปี พร้อมชู ไรอัน กิกส์ และ พอล สโคลส์ 2 แข้งตัวเก๋าของทีม ว่าเป็นแบบอย่างในการตัดสินใจ
หลังจากที่ เวย์น รูนีย์ ดาวยิงวัย 26 ปีของ "ผีแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้รับบาดเจ็บเป็นแผลใหญ่อย่างน่ากลัว ระหว่างเกมที่ต้นสังกัดเปิดรังโอลด์ แทรฟฟอร์ด เอาชนะ ฟูแลม 3-2 เมื่อวันเสาร์ที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา และคาดว่าจะต้องพักนานร่วมเดือน จนพลาดลงเล่นเกมที่ทีมชาติอังกฤษ บุกไปถล่ม มอลโดวา 5-0 เมื่อคืนวันที่ 7 กันยายน ที่ผ่านมา
ล่าสุดเจ้าตัวได้โปรยคำหวานขออยู่รับใช้ปิศาจแดงตราบนานเท่านาน "ผมจะอยู่ที่นี่ต่ออีก 10 ปีหรือ? คำตอบคือใช่ ผมหวังอย่างนั้น นั่นคือแผนการของผม และตราบเท่าที่สโมสรต้องการผม ผมจะอยู่ที่นี่และช่วยให้ทีมประสบความสำเร็จ ที่นี่เป็นสโมสรที่ยอดเยี่ยม และเป็นทีมที่ดีที่สุดในโลก"
พร้อมกันนี้ดาวยิงร่างตันยังกล่าวถึง ไรอัน กิกส์ และ พอล สโคลส์ 2 แข้งตัวเก๋าของทีมอีกว่า "คุณต้องดูไปที่ ไรอัน กิกส์ และ พอล สโคลส์ และดูความสำเร็จของวพวกเขา และนั่นคือตัวอย่างสำหรับพวกเราทั้งหมดในทีม และเป็นไอเดียให้ผมหวังที่จะทำตาม"
นอกจากนี้ยังกล่าวถึงตำแหน่งตัวจริงในทีมหลังการมาของกองหน้าตัวใหม่อย่าง โรบิน ฟาน เพอร์ซี อีกว่า "ผมไม่คิดอะไรเกี่ยวกับสิ่งนั้น แต่ถ้าผู้จัดการทีมไม่ต้องการในตัวผม ผมก็พร้อมที่จะให้เขามาบอกผมเป็นคนแรก แต่ยังไงผมก็ยังต้องการที่จะเล่นฟุตบอลที่นี่ และจะอยู่กับสโมสรนี้ไปนานเท่าที่จะเป็นไปได้" ดาวยิงทีมชาติอังกฤษเผย
เชลซีต่อสัญญา "ซัมซุง" ฟัน 900 ล.
"สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี ทีมดังจากพรีเมียร์ชิป อังกฤษ ขยายสัญญากับ "ซัมซุง" ผลิตภัณฑ์ชั้นนำจากประเทศเกาหลีใต้ ไปถึงฤดูกาล 2014-2015 รับเละปีละ 18 ล้านปอนด์ (ประมาณ 900 ล้านบาท)
หลังจากที่ ซัมซุง ผลิตภันฑ์ชั้นนำจากประเทศเกาหลี ได้เข้ามาเป็นสปอนเซอร์คาดอกเสื้อของ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี ตั้งแต่ปี 2005 แทนที่ของ สายการบิน เอมิเรตส์ แอร์ไลน์ ล่าสุด ทีมแชมป์ยุโรป ทำการต่อสัญญากับ ซัมซุง ต่อไปจนถึงปี 2015 เป็นทีเรียบร้อย จากแถลงการณ์ของสโมสร
โดยโฆษกของเชลซีได้เผยถึงเรื่องนี้ว่า “ซัมซุงได้ใช้สิทธิ์ขยายสัญญาออกไป ซึ่งจะทำให้พวกเขายังเป็นพาร์ทเนอร์ที่สำคัญของสโมสรไปจนถึงเดือนพฤษภาคมปี 2015” โดยการต่อสัญญาครั้งนี้ทีมดังจากอังกฤษจะได้รับทรัพย์ก้อนโตประมาณ 18 ล้านปอนด์ (ประมาณ 900 ล้านบาท) ต่อปี เลยทีเดียว
พร้อมมีรายงานว่า ซัมซุง ได้มีแผนการขยายสัญญามาก่อนหน้านี้แล้ว จนกระทั่ง "สิงโตน้ำเงินคราม" คว้าแชมป์ยูฟา แชมเปียนส์ลีก มาครองได้สำเร็จ จึงทำให้มีการปัดฝุ่นเรื่องนี้อีกครั้ง
ตามล่าหาแชมป์
เริ่มฤดูกาลกันไปแล้วนะครับ สำหรับฤดูกาล 2012-2013 และนี่ก็เป็นครั้งแรก ต้นฉบับแรกที่ผมเขียนขึ้นมา ก็เลยอยากจะเน้นหน่อย แต่กลายเป็นตั้งใจมากไปเลยคิดไม่ค่อยออกสุดท้ายคุยกับพี่แจ๊คกี้ พี่เค้าบอกอย่าคิดมาก อยากเขียนอะไรเขียนเลย ผมเลยคิดว่า จะเริ่มด้วยการทายดีกว่าครับ ว่าปีนี้ใครจะเป็นแชมป์ เพราะตามปกติ เมื่อเริ่มเปิดซีซั่นส่วนใหญ่เรื่องที่คอบอลคุยกัน ก็คงไม่พ้นว่าปีนี้ใครจะแชมป์ ดูจากการเสริมทัพ บางทีมก็เปลี่ยนโค้ช... แล้วมาดูกันอีกทีตอนจบฤดูกาลว่าแม่นหรือไม่แม่น เรามาพิจารณาทีมที่อยู่ในข่ายพอจะลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกนะครับ
เริ่มที่แชมป์เก่าครับ แมนฯ ซิตี้ ปีที่แล้วเรียกได้ว่าได้แชมป์มาแบบเฉียดฉิวมากๆ เป็นรองแชมป์จนถึงช่วงทดเวลาเจ็บของเกมสุดท้ายของฤดูกาล จาก เซร์คิโอ อเกวโร่ ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ เบียด แมนฯ ยูไนเต็ด คว้าแชมป์หน้าตาเฉย ซึ่งจริงๆ แมนฯ ซิตี้ทำท่าหมดลุ้นไปนานแล้วนะคับ ตั้งแต่ช่วงท้ายๆ ฤดูกาล ทั้งๆ ที่นักเตะเก่งๆ เต็มทีมไปหมด ถ้าไม่ได้ยูไนเต็ดพลาดเองช่วงท้ายฤดูกาล ซิตี้ไม่มีทางกลับมาแน่นอน
ประเด็นแรกนะครับ ผมไม่เคยมองว่า โรแบร์โต้ มันชินี่ เก่งหรือว่ามือถึงพอจะคุมเรือใบสีฟ้าหรือทีมที่มีนักเตะระดับโลกแบบนี้ได้เลย นักเตะเหล่านี้ฝีเท้าดีนะคับ แต่สิ่งที่มีตามมาด้วยก็คือความมั่นใจจนเกินไป ถือดีว่าเก่ง เล่นเจ๋ง ทุกคนเป็น 1 ในตองอูกันหมด พอเอามารวมอยู่ในทีมเดียวกัน จึงควบคุมยาก ซึ่งผมว่ามันชินี่ไม่มีบารมีที่จะควบคุมได้ สมัยที่กวาดแชมป์กับอินเตอร์ นั่นเพราะ หลายๆ ทีมเป็นช่วงขาลง มิลานก็ไม่เอาเลย ไหนยูเวนตุสยังโดนปรับตกชั้นไปเล่นในเซเรีย บี ด้วย เรียกว่างานง่ายขึ้นเยอะ พอได้มาคุมแมนฯ ซิตี้ก็คุมนักเตะไม่อยู่ ไม่มีความเด็ดขาด มีอย่างที่ไหน คาร์ลอส เตเวซ ทำกับทีมขนาดนั้น ปฏิเสธไม่ยอมลงเล่น หนีกลับประเทศ สุดท้ายก็ให้กลับมาลง ไหนจะ มาริโอ บาโลเตลลี่ อีก สร้างปัญหากับทีมสารพัด เคยขู่ตลอดว่าจะตัดหางปล่อยวัด แต่สุดท้ายก็เอากลับมาลงอยู่ดี มันชินี่ไม่เด็ดขาดครับ ลองนึกนะคับว่า นักเตะเหล่านี้ถ้าให้เฟอร์กี้หรือ เวนเกอร์ มาคุม ผมว่าเป็นแชมป์สบายคับ ถ้าเกิด ยาย่า ตูเร่ หรือ ซิลบา เจ็บขึ้นมา ผมว่าซิตี้จบเห่ครับ จึงคิดว่ายังไงปีนี้ป้องกันแชมป์ไม่ได้แน่
ต่อมาแมนฯ ยูไนเต็ดครับ จริงๆ ด้วยมาตรฐานก็มีลุ้นทุกปีนะครับ จริงๆ ปีที่แล้วก็ควรจะได้ด้วยซ้ำ ถ้าไม่แผ่วปลายไปเองซะก่อน จริงๆ ฤดูกาลนี้ก็เสริมทัพได้โอเคนะคับ ถึงจะชวด ลูคัส มูร่า แต่ก็ได้ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ มาเติมแนวรุก เรียกได้ว่าผมหรือแฟนปืนทุกคนเซ็งเป็ดแน่นอน ไหนจะประเดิมประตูสุดสวยให้ปีศาจแดงไปแล้วด้วย ยิ่งเห็นยิ่งเซ็งครับ อารมณ์เหมือนเห็นแฟนเก่าตัวเอง ไปกันได้ดีกับแฟนใหม่ มันก็ต้องรู้สึกแย่กันบ้างเล็กน้อย แต่สิ่งที่จะทำให้ยูไนเต็ดพลาดแชมป์ฤดูกาลนี้อีกคืออาการบาดเจ็บนะคับ เห็นจากนัดแรกๆ ไม่มีหลังอาชีพเลย ต้องให้ ไมเคิ่ล คาร์ริค มาเป็นเซนเตอร์ฮาล์ฟ สุดท้ายก็โดนไป และ เซอร์ อเล็กซ์ ก็ยังหาตัวแทน คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ยังไม่ได้เลยนะคับ ปกติแผนการเล่นของยูไนเต็ดจะต้องมีปีกระดับโลกอยู่ในทีมมาตลอดทั้งซ้าย-ขวา เพราะเป็นทีมที่ออกปีก เล่นเร็ว โยนเข้าทำ ตั้งแต่ยุค กิ๊กส์, แคนเชลสกี้, เบ็คแฮม, โรนัลโด้ และอื่นๆ แต่ตอนนี้ปีกแมนฯ ยูไนเต็ดคือ นานี่ กับ วาเลนเซีย ผมว่ายังไม่ถึงระดับนั้นคับ ส่วนกิ๊กส์ก็อายุมากแล้ว ได้แค่ประคองตัว ผมจึงคิดว่าแมนฯ ยูฯ ก็ไม่น่าคว้าสมัย 20 ได้เหมือนกัน
มาถึงทีมรักอาร์เซน่อลบ้างครับ หลายคนอาจจะปรามาส คิดว่าผมเล่นเส้นที่เอาทีมรักมาเข้าข่ายลุ้นแชมป์ด้วย จะว่าไปจริงๆ ก็ใช่แหละคับ ก็เส้นจริงๆ เพราะปีนี้ปืนโตก็ลุ้นลำบาก เสียผู้เล่นสำคัญๆ ไปเยอะ ทั้ง ฟาน เพอร์ซี่ และ อเล็กซ์ ซง ทั้งคู่เป็นแกนหลักของทีมในฤดูกาลที่แล้ว ย้ายหนีไปทั้งคู่เลย ตอนแรกที่เวนเกอร์ซื้อตัวมาทดแทน ทั้ง ลูคัส โพดอลสกี้ และ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ก็ดีใจมากนะครับ ดีกรีใช้ได้ คนหนึ่งติดทีมชาติเยอรมันมาเกือบร้อยนัดทั้งที่อายุยังไม่ถึงสามสิบ อีกคนดาวซัลโวลีก เอิง ฤดูกาลก่อน แต่พอมาลงเล่นจริงดูแล้ว เห็นเลยว่าต้องปรับจูนกันไม่น้อย จะมีที่ดูใช้ได้เลยก็ ซานติ กาซอร์ล่า อดีตกองกลางของ บียาร์เรอัล และ มายอร์ก้า ที่เห็นฟอร์มแล้ว แฟนปืนก็พอจะชื่นใจได้ที่สุด สรุปถ้านักเตะใหม่ที่ซื้อมาทดแทนของเก่าปรับตัวได้เร็ว และแดนหน้าใช้โอกาสไม่เปลืองเหมือนฤดูกาลก่อน ยิงให้คมๆ ก็พอจะมีลุ้นเล็กๆ กะเค้าบ้าง
สุดท้ายเชลซีครับ ทีมนี้แหละที่ผมคิดว่าจะเข้าป้ายในปีนี้ ออกตัวก่อนนะคับว่าไม่ใช่มาพูดหลังจากเชลซีชนะไป 3 รวด ผมบอกกับพี่แจ๊คกี้ตั้งแต่ตอนสัมภาษณ์ครบ 20 ปีสตาร์ ซอคเก้อร์แล้ว ซึ่งตอนนั้นเปิดฤดูกาลไปแค่นัดเดียว ว่าปีนี้ดูแล้วเชลซีน่าจะมา ดูแล้ว "เสี่ยหมี" โรมัน อบราโมวิช น่าจะเอาจริง พิจารณาจากการอนุมัติเงินซื้อตัวผู้เล่นแล้วจัดเต็มนะครับ ทั้ง เอแด็น อาซาร์, มาร์โค มาริน, ออสการ์, วิคเตอร์ โมเซส รวมทั้ง เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า แต่ละตัวไม่ธรรมดาทั้งนั้น แถมโค้ชก็คนเดิม โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ ผมว่าศาสตร์ฟุตบอลเของเขาโอเคแถมนักเตะยอมรับอีก แบบนี้ก็สบายละครับ
จริงๆ นักเตะเชลซีแทบทุกคน ทั้งฝีเท้าดีและประสบการณ์เยอะ ต่างรู้อยู่แล้วละครับ ว่าต้องเล่นยังไง เจอสถานการณ์ไหน ควรทำอย่างไร รู้หมด อยู่ที่ว่าจะเอาหรือไม่เท่านั้น ถ้าไม่ยอมรับโค้ช หรือเล่นไล่โค้ชเหมือนตอน อันเดร วิลลาช-โบอาช ก็เรียบร้อย แต่ในเมื่อนักเตะยอมรับ ดิ มัตเตโอ กระทั่งรวมใจกันคว้าดับเบิลแชมป์มาได้ในปีที่แล้ว เห็นมั้ยครับว่าถ้าจะเอาก็ทำได้สำหรับนักเตะเชลซี แถมตัวที่เข้ามาใหม่ก็เล่นได้เลยอีกแทบไม่ต้องปรับตัว โดยเฉพาะ เอแด็น อาซาร์ ฟอร์มเทพจริงๆช่วงนี้ ไหนจะตอร์เรสเริ่มยิงได้ต่อเนื่อง ความมั่นใจก็มา เรื่องความเก่งกาจไม่ต้องพูดถึง เทพอยู่แล้ว มีหวังปีนี้ยิงระเบิด เหล่านี้ละครับ ทำให้ผมคิดว่าเชลซีมาแน่ปีนี้
ส่วนลิเวอร์พูลขอให้เป็นหน้าที่พี่แจ๊คกี้ไปนะครับ เพราะผมว่าต้องปรับจูนกันอีกเยอะ เรียกได้ว่ายาวไปเลยครับ อีกนาน 55555 ยังไงก็ขอบคุณนะครับสำหรับการติดตามอ่านงานเขียนบล็อกแรกของผม ขอวัดว่าเชลซีจะเป็นแชมป์ปีนี้ แล้วมาว่ากันอีกทีตอนจบฤดูกาลนะคับ ว่าจะแม่นหรือเปล่า ดูบอลให้สนุกนะคับและก็อย่าไปซีเรียสกับมันมากเกินไปนะคร้าบบบ
ขอขอบคุณ สยามกีฬา ครับผม
เบลเยียม กลับมาเป็นทีมชั้นยอดอีกครั้ง
นานมาแล้ว เบลเยียม คือทีมชั้นแนวหน้าของวงการลูกหนัง ปี 1980 พวกเขาเป็นรองแชมป์ยุโรป (ตำแหน่งที่ยักษ์ใหญ่บางชาติไม่เคยได้สัมผัส) และอันดับ 4 ฟุตบอลโลก 1986 ไม่นับว่าเคยซิวเหรียญทอง โอลิมปิก 1920 แม้สโมสรจากประเทศแห่งนี้จะคว้าแชมป์ระดับทวีปเพียงครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ คือ ยูฟ่า คัพ 1983 (อันเดอร์เลชท์ ชนะ เบนฟิก้า ด้วยประตูรวม 2-1) คลับ บรูช อาจเคยเข้าชิงชนะเลิศ ยูโรเปี้ยน คัพ 1978 แต่แพ้ ลิเวอร์พูล 0-1 อันเดอร์เลชท์ เข้าชิง ยูฟ่า คัพ 1984 ก็พ่าย ท็อตต์แน่ม ฮ็อตสเปอร์ จากการดวลจุดโทษ 3-4 หลังเสมอ 1-1 ทั้ง 2 นัดเหย้า-เยือน
ดาวดังสมัยนั้นคือ เอริก เกเร็ตส์, แยน เกอเลม็องส์, ฌอง-มารี พัฟฟ์, ฟรังซัวส์ ฟาน เดอร์ เอลส์ท และ เรเน่ ฟานเดอเร็คเค่น ปลายยุค 1980 ก็มีดาวรุ่งอย่าง เอ็นโซ ชีโฟ่, มาร์ค วิลม็อตส์, ฟิลิปป์ อัลแบร์, มาร์ค เดอกรีส กับ มาร์ค เอ็มเมอร์ส แต่พวกเขากลับรักษามาตรฐานการเล่นไม่ได้ โดยเฉพาะศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ซึ่งนับจากปี 1984 ก็ไม่เคยเข้ารอบสุดท้ายอีกเลย ยกเว้น ยูโร 2000 ที่พวกเขาเป็นเจ้าภาพร่วมกับ ฮอลแลนด์ ส่วนฟุตบอลโลก ถัดจากปี 1986 ก็เข้ารอบสุดท้าย 4 ครั้ง แต่ไปไกลสุดแค่รอบ 2 ยุคสุดท้ายที่ไปเล่น คือตอนเกาหลีใต้ และญี่ปุ่น จัดร่วมกันในปี 2002 ตอนนั้นมีนักเตะอย่าง เวสลี่ย์ ซงค์, แบร์นด์ ไธจ์ส, เอมิล เอ็มเพนซ่า, ดาเนี่ยล ฟาน บุยเต็น รวมถึง บาร์ท กูร์ แต่พอหมดรุ่นนี้แล้ว เบลเยียมก็ตกต่ำมาตลอด แม้จะจ้าง ดิ๊ค อัดโวคาต กุนซือชาวดัตช์ เข้ามาช่วย (2009-10) แต่ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น
ฟุตบอลโลก 2014 จะเป็นเวทีพิสูจน์ฝีเท้าของพวกเขา ว่าจะสามารถกลับมาทำผลงานให้ดีอีกครั้งได้หรือไม่ เพราะยุคนี้พวกเขาเต็มไปด้วยดาวรุ่งฝีเท้าดีหลายราย เช่น เอแดน อาซาร์ ผู้ครองตำแหน่งดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปี 2009 และ 2010 ของลีก เอิง ฝรั่งเศส แถมยังซิวดับเบิ้ลแชมป์ (ลีก เอิง และ เฟร้นช์ คัพ) กับ ลีลล์ มิดฟิลด์อีกรายอย่าง อักเซิ่ล วิตเซล ก็เพิ่งย้ายจาก เบนฟิก้า มาอยู่ เซนิต เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ด้วยค่าตัว 40 ล้านยูโร เควิน มิรัลลาส เป็นกองหน้าที่ช่วย โอลิมเปียกอส ซิวแชมป์ลีกกรีซ 2 สมัยซ้อน ก่อนเข้าสังกัด เอฟเวอร์ตัน ขณะ โรเมลู ลูกากู หัวหอกร่างโย่งวัย 19 ปี ไปเป็นความหวังในสโมสร เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน เรียบร้อยแล้ว เกอว็อง เดอ บรุน กำลังจะแจ้งเกิดกับ แวร์เดอร์ เบรเมน หลังย้ายออกจาก เชลซี เช่นกัน ส่วน ซิมง มินโญเล่ต์ คือผู้รักษาประตูมือหนึ่งซึ่งสามารถเบียด เคร็ก กอร์ดอน ออกไปจากค่าย ซันเดอร์แลนด์ ได้สำเร็จ
ไม่นับว่า เบลเยียม ยังมีตัวเก๋าอีกเพียบ ทั้ง แว็งซ็องต์ ก็องปานี กัปตันทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แชมป์พรีเมียร์ลีก, ฟาน บุยเต็น ของ เอฟเซ บาเยิร์น มิวนิค รองแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก, โธมัส แฟร์มาเล่น กองหลัง อาร์เซน่อล, มุสตาฟา แดมเบเล่ จอมทัพที่เพิ่งย้ายมาอยู่ สเปอร์ พร้อมกับ แยน แฟร์ตองเก้น ทางด้าน โทบี้ อันแดร์ไวเรลด์ (อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม), ทิมมี่ ซิมงส์ (1. เอฟเซ เนิร์นแบร์ก), มารูยาน เฟลไลนี่ (เอฟเวอร์ตัน), สตีเว่น เดอฟูร์ (เอฟซี ปอร์โต้), อิกอร์ เด คามาร์โก้ (โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค) และ ดรีส แมร์เตนส์ (พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น) ต่างเป็นขุนพลคนสำคัญของต้นสังกัดตัวเองทั้งสิ้น ทำให้นี่คือกองกำลัง เบลเยียม ซึ่งดีสุดในรอบหลายปี ครบเครื่องทั้งดาวรุ่ง ตัวเก๋า พวกคล่องแคล่ว รวดเร็ว เทคนิคสูง หรือรูปร่างสูงใหญ่ สามารถเล่นได้หลากรูปแบบ ตามแต่ วิลม็อตส์ (ซึ่งกลับมาเป็นกุนซือทีมชาติ) จะวางแผนตอนลงสนาม
ความโชคร้ายอย่างเดียวของ เบลเยียม คือฟุตบอลโลก 2014 รอบคัดเลือก พวกเขาอยู่กลุ่ม เอ ร่วมกับ โครเอเชีย, สกอตแลนด์, เซอร์เบีย, มาซิโดเนีย และ เวลส์ ซึ่งมีลุ้นด้วยกันทั้งสิ้น แถมต่างเป็นตัวแปรที่พร้อมส่งผลต่อการเข้ารอบของทีมอื่นๆด้วย อย่างไรก็ตาม ช่วง 2 ปีหลังพลพพรค "ปีศาจแดงยุโรป" พ่ายแค่ 2 หนเท่านั้น ตอนเตะ ยูโร 2012 รอบคัดเลือก กับ เยอรมัน (1-3 เมื่อ 11 ตุลาคม 2011) และอุ่นเครื่องกับ อังกฤษ (0-1 เมื่อ 2 มิถุนายน 2012) ดังนั้นพวกเขาจึงสามารถสู้ได้ทุกทีม เบลเยียม ยุคปัจจุบัน ไม่ใช่คู่แข่งจอมแจกแต้มเหมือนหลายปีที่ผ่านมาอีกแล้ว 2 เกมซึ่งต้องเยือน เวลส์ (7 ก.ย.) กับ เปิดบ้านเจอ โครเอเชีย (11 ก.ย.) จะเป็นตัวบ่งบอกในขั้นต้นว่า เบลเยียม พร้อมกลับมาสู่ความยิ่งใหญ่หรือไม่ หลังจากห่างหายจากเวทีรายการใหญ่ไปนานหลายปี
แต่ของดีจริงต้องพิสูจน์ให้เห็นในสนาม และเราทุกคนคงได้เห็นกัน...
ขอขอบคุณ http://www.siamsport.co.th/home.asp
วันศุกร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2555
รอดเจอร์สลั่น "สโมสรไม่พร้อมมีตัวสำรองราคา 35 ล้านปอนด์"
เบรนแดน รอดเจอร์ส ผู้จัดการทีมลิเวอร์พูล แย้มเป็นนัยว่าเขาอาจจะปล่อยตัวแอนดี้ แคร์โรลล์ ศูนย์หน้าค่าตัวแพงของทีมออกไป เมื่อออกมาระบุว่าทีมไม่อยู่ในฐานะที่จะมีตัวสำรองมูลค่า 35 ล้านปอนด์
ศูนย์หน้าร่างยักษ์เป็นข่าวว่าอาจจะย้ายกลับรังเก่าของเขาคือนิวคาสเซิล รวมถึงอาจถูกปล่อยให้เวสต์แฮมยืมตัว ก่อนจะเซ็นสัญญาเป็นการถาวร หากสโมสรจากลอนดอนรอดพ้นการตกชั้น
กองหน้าวัย 23 ปีรายนี้เป็นสถิติย้ายตัวของสโมสร แต่หลังจากที่อดีตกุนซือสวอนซีเข้ามาคุมทัพ โอกาสในการลงเล่นของเขาก็เหลือน้อยลง จนมีแนวโน้มว่าสโมสรอาจต้องปล่อยตัวเขาออกไป
"คุณไม่ต้องเป็นนักวิทยาศาสตร์ทำจรวดก็ดูออกว่าแอนดี้เป็นผู้เล่นสำรองของเรา" รอดเจอร์สบอกผู้สื่อข่าว
"เขามีทัศนคติที่ยอดเยี่ยม รวมถึงที่ยอมรับได้ว่าตำแหน่งของเขาอยู่ตรงไหนในสโมสรตอนนี้ แต่สำหรับเราซึ่งเป็นสโมสรฟุตบอล ผมจะพูดแบบกว้างๆ นะ ผมไม่แน่ใจว่าเราอยู่ในฐานะที่จะมีนักเตะมูลค่า 35 ล้านปอนด์เป็นศูนย์หน้าตัวเลือกที่สามรึเปล่า รวมถึงปีกที่ต้องเสียค่าเหนื่อย 5-6 ล้านปอนด์ต่อปีด้วย ผมไม่คิดว่าสโมสรจะอยู่ในฐานะนั้นหรอกนะ
"นี่เป็นความท้าทายที่ผมจะต้องทำอะไรบ้างอย่าง แต่มันคงไม่สำเร็จแค่เพียงข้ามคืนแน่ๆ"
วันเสาร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2555
10 อันดับยอดนักเตะที่ไม่เคยได้เล่นฟุตบอลโลก
10 คาซูโยชิ มิอูระ (ญี่ปุ่น)
'คาซู' แทบจะเป็นนักฟุตบอลซูเปอร์สตาร์ชาวเอเชียคนแรกๆ ที่ได้ย้ายไปเล่นในลีกของบราซิล แม้จะไม่ประสบความสำเร็จมากนัก จนต้องระเห็จกลับบ้านในปี 1990 นอกจากนั้นในเส้นทางพ่อค้าแข้งของ คาซู ยังเคยพาดผ่านเข้าไปร่วมทีม เจนัว ในกัลโช ซีรีเอ อิตาลี แถมยังเป็นนักเตะแดนอาทิตย์อุทัยคนแรกที่สามารถคว้ารางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของเอเชียได้ อีกทั้งยังถือว่า นักฟุตบอลคนแรกๆ ที่กลายมาเป็นซูเปอร์สตาร์ของคนญี่ปุ่น รวมถึงรับใช้ชาติเป็นตำนานมากว่าเกือบ 20 ปี คาซู ตัดสินใจเลิกเล่นทีมชาติเมื่อปี 2000 ก่อนที่ญี่ปุ่นจะได้เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกในอีก 2 ปีต่อมา แต่ที่ไม่น่าเชื่อคือด้วยวัยปัจจุบันที่ 43 ปีตอนนี้ คาซู ยังคงไล่เตะลูกหนังกับนักฟุตบอลรุ่นหลานที่ทีม โยโกฮาม่า เอฟซี ในลีกดิวิชั่น 2 ของญี่ปุ่นอยู่เลย
9 เลียม เบรดี (ไอร์แลนด์)
เหมือน กับ จอห์นนี กิลส์ รุ่นพี่ของเขา เพราะน่าเสียดายที่ เบรดี ไม่เคยได้มีโอกาสพาทีมชาติไอร์แลนด์ลงเล่นในรายการใหญ่ๆ ระดับชาติเลยแม้แต่เกมเดียว ในฐานะมิดฟิลด์พรสวรรค์ของ อาร์เซนอล และ ยูเวนตุส ขณะที่กับทีมชาติไอร์แลนด์ ต้องบอกว่า น่าเสียดายสุดๆ ที่ เบรดี ตัดสินใจอำลาทีมชาติ หลังเขาถูก แจ็คกี ชาร์ลตัน เปลี่ยนตัวในออกช่วงพักครึ่งเกมกระชับมิตรกับ เยอรมันตะวันตก เมื่อปี 1989 ก่อนที่อีกปีเดียวต่อมา ไอร์แลนด์ จะสามารถผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย อิตาเลีย 90 ได้สำเร็จ และ ชาร์ลตัน ก็ยืนยันคำขาดว่า เขาจะไม่เรียกตัวนักเตะที่ไม่มีส่วนร่วมในรอบคัดเลือกมาติดทีมโดยเด็ดขาด
8 ยารี ลิตมาเนน (ฟินแลนด์)
นักฟุตบอลที่ดีที่สุดเท่าที่ ฟินแลนด์ เคยมีมา คว้าแชมป์มาทุกอย่างในระดับสโมสร รวมถึงการลงเล่นกับทีมใหญ่ๆ อย่าง อาแจ๊กซ์, บาร์เซโลนา หรือ ลิเวอร์พูล มาแล้ว แต่น่าเสียดายที่สถิติติดทีมชาติกว่า 120 นัดของ ลิตมาเนน กลับไม่มีฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายรวมอยู่ในนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว โอกาสที่ดีที่สุดของ ลิตมาเนน อยู่ที่ฟร้องซ์ 98 ที่เขาและทีมชาติฟินแลนด์ เกือบจะได้ลุ้นเข้าไปเล่นเพลย์ออฟอยู่แล้ว และไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า ถึงตอนนี้ด้วยวัย 38 ปี ลิตมาเนน ก็ยังเป็นหนึ่งในนักเตะทีมชาติอยู่ ถ้านึกถึงฉายาของเจ้าตัวที่มีว่า "เมอร์ลิน" คงไม่มีใครกล้าพนันแน่ๆ ว่า ลิตมาเนน จะอยู่เล่นถึงฟุตบอลโลก 2014 ที่บราซิล ซึ่งตอนนั้นตัวเขาจะอายุ 43 ปี หรือไม่ เพราะอย่าลืมสิว่า โรเจอร์ มิลลา ก็เคยทำให้เราเห็นมาแล้ว
7 เอริค คันโตนา (ฝรั่งเศส)
แม้จะกลายเป็นตำนานของพรีเมียร์ลีกในยุค 90 แต่ คันโตนา มักจะมีปัญหากับคนใหญ่คนโตเสมอๆ เวลาถึงทัวร์นาเมนต์ใหญ่ รวมถึงยังเคยพูดจาไม่เหมาะสมต่อ อองรี มิเชล เจ้านายในทีมชาติ ต่อหน้าทีวี เพราะไม่พอใจที่ไม่มีชื่อในทีมชาติเมื่อปี 1988 มาแล้วส่วนในรายการยูโร 1992 นั้นเราไม่นับครับ ขณะ ที่กับรายการยูเอสเอ 94 ฝรั่งเศส ก็ต้องจอดป้ายเพียงรอบคัดเลือก ซึ่งก็มานำสู่เหตุการณ์แค้นฝังหุ่นที่ "ก็องโต" ยังคงโมโห ดาวิด ชิโนลา ไม่หาย จากที่รายหลังเป็นคนเปิดบอลพลาดในเกมสุดท้ายกับบัลแกเรีย จนไปสู่ประตูที่ทำให้ทีมชาติฝรั่งเศส ต้องตกรอบในที่สุด ส่วนฟร้องซ์ 98 ภายใต้การคุมทีมของ เอมเม ฌักเกต์ ก็เมิน คันโตนา แล้วตัดสินใจไปเลือกใช้งานกองกลางที่ชื่อว่า ซีเนอดีน ซีดาน แทนเสียอีก
6 วาเลนติโน มัซโซลา (อิตาลี)
ชีวิตนักฟุตบอลของ มัซโซลา นั้นน่าเศร้าครับ เพราะขณะอยู่ในช่วงกำลังรุ่งกับทีมโตริโน จนสามารถพาทีม "กระทิงหิน" คว้าแชมป์ ซีรีเอ ได้ในปี 1940 จนได้รับฉายาว่า เป็น "ดันแคน เอ็ดเวิร์ดส" ของอิตาลี แต่สุดท้ายกับกลายเป็นโศกนาฏกรรมเครื่องบินตกในปี 1949 ที่คร่าชีวิตเขา พร้อมกับเพื่อนร่วมทีมรวม 30 คน และทำให้สถิติติดทีมชาติของ มัซโซลา ต้องค้างไว้เพียงแค่ 12 เกมเท่านั้น อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า มัซโซลา น่าจะนอนตายตาหลับ เพราะลูกชายของเขา ซานโดร มัซโซลา ก็กลายเป็นนักฟุตบอลชื่อดังของวงการฟุตบอลอิตาลีในเวลาต่อมา รวมถึงทำความฝันของพ่อได้สำเร็จ ด้วยการติดทีมอัซซูรี ไปลุยฟุตบอลโลกถึงสามครั้งในปี 1966, 1970 และ 1974
5 แบรนด์ ชูสเตอร์ (เยอรมันตะวันตก)
"ขบถลูกหนัง" รายนี้มีอะไรหลายอย่างคล้ายกับ คันโตนา คือ มีทั้งพรสวรรค์ และก็เรื่องที่มักชอบไปขัดแย้งกับคนใหญ่คนโตเป็นประจำ แต่ถือว่า ชูสเตอร์ เริ่มต้นได้สวยกับทีมชาติครับ เมื่อเขาประเดิมทัวร์นาเม้นต์ใหญ่ครั้งแรก ก็พาทีมเยอรมันตะวันตก คว้าแชมป์ยูโร 1980 ได้สำเร็จ อย่างไรก็ตาม เส้นทางทีมชาติกับ ชูสเตอร์ กลับต้องยุติด้วยวัย 24 ปีเท่านั้น หลังจากที่เขามีปัญหากับสหพันธ์ฟุตบอลเยอรมัน เพียงเพราะสาเหตุที่เจ้าตัวปฏิเสธจะลงเล่นให้กับทีมชาติในนัดเจอกับอัลแบเนีย เนื่องจากต้องการอยู่ร่วมงานวันเกิดของลูกชายมากกว่า อย่างไรก็ตาม แม้จะไร้เงา ชูสเตอร์ แต่เยอรมันตะวันตก ก็ยังไปได้สวยกับการเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลกสามครั้ง ขณะเดียวกันกับที่ ชูสเตอร์ ก็ไปสร้างตำนาน "ขบถลูกหนัง" ที่สเปนกับทีมบาร์เซโลนา, เรอัล มาดริด และ แอตเลติโก มาดริด
4 ไรอัน กิกส์ (เวลส์)
คาร์ลอส ดุงกา กุนซือทีมชาติบราซิล เคยพูดว่า ถ้าเป็นไปได้เขาพร้อมที่จะเชิญ "ปีกพ่อมด" ไปเล่นให้กับทีมของเขา แต่น่าเสียดายที่ กิกส์ เลือกปันใจให้กับ เวลส์ ตามสัญชาติของคุณแม่ของเขามากกว่า เขากับเพื่อนร่วมทีมชาติเวลส์ ที่มีทั้ง เนวิลล์ เซาธ์ทอลล์, มาร์ค ฮิวจ์ส และ เอียน รัช ภายใต้การคุมทีมของ เทอร์รี โยรัธ กลับทำได้ดีที่สุด แค่เพียงคำว่า ใกล้เคียง กับการที่จะผ่านเข้ารอบสุดท้ายเมื่อครั้งยูเอสเอ 94 เมื่อแพ้ในเกมสุดท้ายกลับ โรมาเนีย ในนัดที่ต้องชนะเพื่อผ่านเข้ารอบแต่ สิ่งที่หลายคนอาจจะรู้ หรืออาจจะไม่รู้คือ ไรอัน กิกส์ นั้นเคยมีนามสกุลเดิมว่า วิลสัน และลงเล่นให้กับทีมนักเรียนของอังกฤษ แต่หลังจากที่มีปัญหาครอบครัว และพ่อของเขา แดนนี วิลสัน ทิ้งครอบครัวไป ทำให้ กิกส์ ตัดสินใจใช้นามสกุลของแม่ รวมถึงเลือกลงเล่นให้กับทีมชาติเวลส์แทนในเวลาต่อมา
3 จอร์จ เวอาห์ (ไลบีเรีย)
หนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดตลอดกาลของทวีปแอฟริกาใต้ และดีพอที่จะเป็นคนนอกทวีปยุโรปคนแรกที่คว้ารางวัลบัลลงดอร์ อย่างไรก็ตาม เขายังไม่ดีพอที่จะพาทีมชาติไลบีเรีย เข้าไปสู่ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายได้กับทีมชาติไลบีเรีย ต้องบอกว่า เวอาห์ เป็นมากกว่าแค่นักเตะคนนึง เพราะเขาเป็นคนต้องควักเงินตัวเองล้วนๆ เพื่อจ้างโค้ชเข้ามาทำทีมให้ อย่างไรก็ตาม แม้จะลงทุนลงแรงไปมาก แต่ผลตอบแทนกลับมาก็ไม่ดีสักเท่าไหร่ แต่ เวอาห์ กลับดูไม่ยี่หระกับเรื่องนี้สักนิด ถ้าดูจากบทสัมภาษณ์ของเขา "ถ้าผมอยากไปเล่นฟุตบอลโลก ผมคงเลือกเล่นให้กับ ฝรั่งเศส หรือ แคเมอรูนไปแล้ว"ทั้งนี้ แม้จะเป็นสัญลักษณ์ของ ไลบีเรีย แต่มันก็ยังไม่ดีพอที่จะทำให้เขาประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งประธานาธิบดี เมื่อปี 2005
2 จอร์จ เบสต์ (ไอร์แลนด์เหนือ)
เบสต์ เหมือนกับชื่อ และ เบสต์ โดยธรรมชาติ คือคำจำกัดความของ จอร์จ เบสต์ โดย เปเล่ หนุ่ม หล่อจากเบลฟาสต์ ทำสถิติลงสนามในนามทีมชาติไอร์แลนด์เหนือไปทั้งสิ้น 37 เกม รวมถึงวีรกรรมฉกบอลจาก กอร์ดอน แบ็งค์ส ไปยิงประตูทีมชาติอังกฤษ ที่วินเซอร์ พาร์ค หรือจะเป็นการแตะลอดขา "นักเตะเทวดา" อย่าง โยฮัน ครัฟฟ์ มาแล้ว เบสต์ เป็นอีกหนึ่งรายที่ทำได้แค่เกือบจะได้ไปเล่นฟุตบอลโลก ในปี 1982 เมื่อไอร์แลนด์เหนือ สามารถผ่านเข้ารอบสุดท้ายไปได้สำเร็จ แต่ด้วยวัย 36 ปีในขณะนั้น รวมถึงปัญหาการติดสุราอย่างหนัก ทำให้เขาต้องหลุดจากทีมชุดนั้นไปอย่างน่าเสียดาย
1 อัลเฟรโด ดิ สเตฟาโน (อาร์เจนตินา, โคลอมเบีย, สเปน)
เล่น ให้กับทีมชาติ 3 ชาติ, คว้าแชมป์ยูโรเปียน คัพ ถึง 5 ครั้ง แต่มันก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ยอดนักเตะอัจฉริยะในตำนานของ เรอัล มาดริด เข้าไปสัมผัสฟุตบอลโลกได้ ดิ สเตฟาโน เริ่มต้นไขว่ขว้าความฝันเข้าไปเล่นฟุตบอลโลกกับการลงเล่นให้ทีมชาติ อาร์เจนตินา อย่างไรก็ตาม ทีม "ฟ้า-ขาว" ก็เลือกที่จะปฏิเสธการเข้าร่วมในรอบสุดท้ายสองครั้งในปี 1950 และ 1954 ทำให้เขาตัดใจโยกมาเล่นให้กับ โคลอมเบีย และ สเปน ในเวลาต่อมา แม้ช่วง แรกกับทีม "กระทิงดุ" เจ้าตัวจะไม่สามารถพาทีมเข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายในปี 1958 ได้ แต่ ดิ สเตฟาโน ก็มาทำสำเร็จในอีกสี่ปีที่ชิลี แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อก็ทำให้ ดิ สเตฟาโน ต้องพรากจากเวิล์ด คัพ อีกครั้ง ก่อนจะประกาศตัดสินใจเลิกเล่นทีมชาติอย่างน่าเศร้าในเวลาต่อมา
ขอขอบคุณ ท็อปเทนไทยแลนด์
'คาซู' แทบจะเป็นนักฟุตบอลซูเปอร์สตาร์ชาวเอเชียคนแรกๆ ที่ได้ย้ายไปเล่นในลีกของบราซิล แม้จะไม่ประสบความสำเร็จมากนัก จนต้องระเห็จกลับบ้านในปี 1990 นอกจากนั้นในเส้นทางพ่อค้าแข้งของ คาซู ยังเคยพาดผ่านเข้าไปร่วมทีม เจนัว ในกัลโช ซีรีเอ อิตาลี แถมยังเป็นนักเตะแดนอาทิตย์อุทัยคนแรกที่สามารถคว้ารางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของเอเชียได้ อีกทั้งยังถือว่า นักฟุตบอลคนแรกๆ ที่กลายมาเป็นซูเปอร์สตาร์ของคนญี่ปุ่น รวมถึงรับใช้ชาติเป็นตำนานมากว่าเกือบ 20 ปี คาซู ตัดสินใจเลิกเล่นทีมชาติเมื่อปี 2000 ก่อนที่ญี่ปุ่นจะได้เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกในอีก 2 ปีต่อมา แต่ที่ไม่น่าเชื่อคือด้วยวัยปัจจุบันที่ 43 ปีตอนนี้ คาซู ยังคงไล่เตะลูกหนังกับนักฟุตบอลรุ่นหลานที่ทีม โยโกฮาม่า เอฟซี ในลีกดิวิชั่น 2 ของญี่ปุ่นอยู่เลย
9 เลียม เบรดี (ไอร์แลนด์)
เหมือน กับ จอห์นนี กิลส์ รุ่นพี่ของเขา เพราะน่าเสียดายที่ เบรดี ไม่เคยได้มีโอกาสพาทีมชาติไอร์แลนด์ลงเล่นในรายการใหญ่ๆ ระดับชาติเลยแม้แต่เกมเดียว ในฐานะมิดฟิลด์พรสวรรค์ของ อาร์เซนอล และ ยูเวนตุส ขณะที่กับทีมชาติไอร์แลนด์ ต้องบอกว่า น่าเสียดายสุดๆ ที่ เบรดี ตัดสินใจอำลาทีมชาติ หลังเขาถูก แจ็คกี ชาร์ลตัน เปลี่ยนตัวในออกช่วงพักครึ่งเกมกระชับมิตรกับ เยอรมันตะวันตก เมื่อปี 1989 ก่อนที่อีกปีเดียวต่อมา ไอร์แลนด์ จะสามารถผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย อิตาเลีย 90 ได้สำเร็จ และ ชาร์ลตัน ก็ยืนยันคำขาดว่า เขาจะไม่เรียกตัวนักเตะที่ไม่มีส่วนร่วมในรอบคัดเลือกมาติดทีมโดยเด็ดขาด
8 ยารี ลิตมาเนน (ฟินแลนด์)
นักฟุตบอลที่ดีที่สุดเท่าที่ ฟินแลนด์ เคยมีมา คว้าแชมป์มาทุกอย่างในระดับสโมสร รวมถึงการลงเล่นกับทีมใหญ่ๆ อย่าง อาแจ๊กซ์, บาร์เซโลนา หรือ ลิเวอร์พูล มาแล้ว แต่น่าเสียดายที่สถิติติดทีมชาติกว่า 120 นัดของ ลิตมาเนน กลับไม่มีฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายรวมอยู่ในนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว โอกาสที่ดีที่สุดของ ลิตมาเนน อยู่ที่ฟร้องซ์ 98 ที่เขาและทีมชาติฟินแลนด์ เกือบจะได้ลุ้นเข้าไปเล่นเพลย์ออฟอยู่แล้ว และไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า ถึงตอนนี้ด้วยวัย 38 ปี ลิตมาเนน ก็ยังเป็นหนึ่งในนักเตะทีมชาติอยู่ ถ้านึกถึงฉายาของเจ้าตัวที่มีว่า "เมอร์ลิน" คงไม่มีใครกล้าพนันแน่ๆ ว่า ลิตมาเนน จะอยู่เล่นถึงฟุตบอลโลก 2014 ที่บราซิล ซึ่งตอนนั้นตัวเขาจะอายุ 43 ปี หรือไม่ เพราะอย่าลืมสิว่า โรเจอร์ มิลลา ก็เคยทำให้เราเห็นมาแล้ว
7 เอริค คันโตนา (ฝรั่งเศส)
แม้จะกลายเป็นตำนานของพรีเมียร์ลีกในยุค 90 แต่ คันโตนา มักจะมีปัญหากับคนใหญ่คนโตเสมอๆ เวลาถึงทัวร์นาเมนต์ใหญ่ รวมถึงยังเคยพูดจาไม่เหมาะสมต่อ อองรี มิเชล เจ้านายในทีมชาติ ต่อหน้าทีวี เพราะไม่พอใจที่ไม่มีชื่อในทีมชาติเมื่อปี 1988 มาแล้วส่วนในรายการยูโร 1992 นั้นเราไม่นับครับ ขณะ ที่กับรายการยูเอสเอ 94 ฝรั่งเศส ก็ต้องจอดป้ายเพียงรอบคัดเลือก ซึ่งก็มานำสู่เหตุการณ์แค้นฝังหุ่นที่ "ก็องโต" ยังคงโมโห ดาวิด ชิโนลา ไม่หาย จากที่รายหลังเป็นคนเปิดบอลพลาดในเกมสุดท้ายกับบัลแกเรีย จนไปสู่ประตูที่ทำให้ทีมชาติฝรั่งเศส ต้องตกรอบในที่สุด ส่วนฟร้องซ์ 98 ภายใต้การคุมทีมของ เอมเม ฌักเกต์ ก็เมิน คันโตนา แล้วตัดสินใจไปเลือกใช้งานกองกลางที่ชื่อว่า ซีเนอดีน ซีดาน แทนเสียอีก
6 วาเลนติโน มัซโซลา (อิตาลี)
ชีวิตนักฟุตบอลของ มัซโซลา นั้นน่าเศร้าครับ เพราะขณะอยู่ในช่วงกำลังรุ่งกับทีมโตริโน จนสามารถพาทีม "กระทิงหิน" คว้าแชมป์ ซีรีเอ ได้ในปี 1940 จนได้รับฉายาว่า เป็น "ดันแคน เอ็ดเวิร์ดส" ของอิตาลี แต่สุดท้ายกับกลายเป็นโศกนาฏกรรมเครื่องบินตกในปี 1949 ที่คร่าชีวิตเขา พร้อมกับเพื่อนร่วมทีมรวม 30 คน และทำให้สถิติติดทีมชาติของ มัซโซลา ต้องค้างไว้เพียงแค่ 12 เกมเท่านั้น อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า มัซโซลา น่าจะนอนตายตาหลับ เพราะลูกชายของเขา ซานโดร มัซโซลา ก็กลายเป็นนักฟุตบอลชื่อดังของวงการฟุตบอลอิตาลีในเวลาต่อมา รวมถึงทำความฝันของพ่อได้สำเร็จ ด้วยการติดทีมอัซซูรี ไปลุยฟุตบอลโลกถึงสามครั้งในปี 1966, 1970 และ 1974
5 แบรนด์ ชูสเตอร์ (เยอรมันตะวันตก)
"ขบถลูกหนัง" รายนี้มีอะไรหลายอย่างคล้ายกับ คันโตนา คือ มีทั้งพรสวรรค์ และก็เรื่องที่มักชอบไปขัดแย้งกับคนใหญ่คนโตเป็นประจำ แต่ถือว่า ชูสเตอร์ เริ่มต้นได้สวยกับทีมชาติครับ เมื่อเขาประเดิมทัวร์นาเม้นต์ใหญ่ครั้งแรก ก็พาทีมเยอรมันตะวันตก คว้าแชมป์ยูโร 1980 ได้สำเร็จ อย่างไรก็ตาม เส้นทางทีมชาติกับ ชูสเตอร์ กลับต้องยุติด้วยวัย 24 ปีเท่านั้น หลังจากที่เขามีปัญหากับสหพันธ์ฟุตบอลเยอรมัน เพียงเพราะสาเหตุที่เจ้าตัวปฏิเสธจะลงเล่นให้กับทีมชาติในนัดเจอกับอัลแบเนีย เนื่องจากต้องการอยู่ร่วมงานวันเกิดของลูกชายมากกว่า อย่างไรก็ตาม แม้จะไร้เงา ชูสเตอร์ แต่เยอรมันตะวันตก ก็ยังไปได้สวยกับการเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลกสามครั้ง ขณะเดียวกันกับที่ ชูสเตอร์ ก็ไปสร้างตำนาน "ขบถลูกหนัง" ที่สเปนกับทีมบาร์เซโลนา, เรอัล มาดริด และ แอตเลติโก มาดริด
4 ไรอัน กิกส์ (เวลส์)
คาร์ลอส ดุงกา กุนซือทีมชาติบราซิล เคยพูดว่า ถ้าเป็นไปได้เขาพร้อมที่จะเชิญ "ปีกพ่อมด" ไปเล่นให้กับทีมของเขา แต่น่าเสียดายที่ กิกส์ เลือกปันใจให้กับ เวลส์ ตามสัญชาติของคุณแม่ของเขามากกว่า เขากับเพื่อนร่วมทีมชาติเวลส์ ที่มีทั้ง เนวิลล์ เซาธ์ทอลล์, มาร์ค ฮิวจ์ส และ เอียน รัช ภายใต้การคุมทีมของ เทอร์รี โยรัธ กลับทำได้ดีที่สุด แค่เพียงคำว่า ใกล้เคียง กับการที่จะผ่านเข้ารอบสุดท้ายเมื่อครั้งยูเอสเอ 94 เมื่อแพ้ในเกมสุดท้ายกลับ โรมาเนีย ในนัดที่ต้องชนะเพื่อผ่านเข้ารอบแต่ สิ่งที่หลายคนอาจจะรู้ หรืออาจจะไม่รู้คือ ไรอัน กิกส์ นั้นเคยมีนามสกุลเดิมว่า วิลสัน และลงเล่นให้กับทีมนักเรียนของอังกฤษ แต่หลังจากที่มีปัญหาครอบครัว และพ่อของเขา แดนนี วิลสัน ทิ้งครอบครัวไป ทำให้ กิกส์ ตัดสินใจใช้นามสกุลของแม่ รวมถึงเลือกลงเล่นให้กับทีมชาติเวลส์แทนในเวลาต่อมา
3 จอร์จ เวอาห์ (ไลบีเรีย)
หนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดตลอดกาลของทวีปแอฟริกาใต้ และดีพอที่จะเป็นคนนอกทวีปยุโรปคนแรกที่คว้ารางวัลบัลลงดอร์ อย่างไรก็ตาม เขายังไม่ดีพอที่จะพาทีมชาติไลบีเรีย เข้าไปสู่ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายได้กับทีมชาติไลบีเรีย ต้องบอกว่า เวอาห์ เป็นมากกว่าแค่นักเตะคนนึง เพราะเขาเป็นคนต้องควักเงินตัวเองล้วนๆ เพื่อจ้างโค้ชเข้ามาทำทีมให้ อย่างไรก็ตาม แม้จะลงทุนลงแรงไปมาก แต่ผลตอบแทนกลับมาก็ไม่ดีสักเท่าไหร่ แต่ เวอาห์ กลับดูไม่ยี่หระกับเรื่องนี้สักนิด ถ้าดูจากบทสัมภาษณ์ของเขา "ถ้าผมอยากไปเล่นฟุตบอลโลก ผมคงเลือกเล่นให้กับ ฝรั่งเศส หรือ แคเมอรูนไปแล้ว"ทั้งนี้ แม้จะเป็นสัญลักษณ์ของ ไลบีเรีย แต่มันก็ยังไม่ดีพอที่จะทำให้เขาประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งประธานาธิบดี เมื่อปี 2005
2 จอร์จ เบสต์ (ไอร์แลนด์เหนือ)
เบสต์ เหมือนกับชื่อ และ เบสต์ โดยธรรมชาติ คือคำจำกัดความของ จอร์จ เบสต์ โดย เปเล่ หนุ่ม หล่อจากเบลฟาสต์ ทำสถิติลงสนามในนามทีมชาติไอร์แลนด์เหนือไปทั้งสิ้น 37 เกม รวมถึงวีรกรรมฉกบอลจาก กอร์ดอน แบ็งค์ส ไปยิงประตูทีมชาติอังกฤษ ที่วินเซอร์ พาร์ค หรือจะเป็นการแตะลอดขา "นักเตะเทวดา" อย่าง โยฮัน ครัฟฟ์ มาแล้ว เบสต์ เป็นอีกหนึ่งรายที่ทำได้แค่เกือบจะได้ไปเล่นฟุตบอลโลก ในปี 1982 เมื่อไอร์แลนด์เหนือ สามารถผ่านเข้ารอบสุดท้ายไปได้สำเร็จ แต่ด้วยวัย 36 ปีในขณะนั้น รวมถึงปัญหาการติดสุราอย่างหนัก ทำให้เขาต้องหลุดจากทีมชุดนั้นไปอย่างน่าเสียดาย
1 อัลเฟรโด ดิ สเตฟาโน (อาร์เจนตินา, โคลอมเบีย, สเปน)
เล่น ให้กับทีมชาติ 3 ชาติ, คว้าแชมป์ยูโรเปียน คัพ ถึง 5 ครั้ง แต่มันก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ยอดนักเตะอัจฉริยะในตำนานของ เรอัล มาดริด เข้าไปสัมผัสฟุตบอลโลกได้ ดิ สเตฟาโน เริ่มต้นไขว่ขว้าความฝันเข้าไปเล่นฟุตบอลโลกกับการลงเล่นให้ทีมชาติ อาร์เจนตินา อย่างไรก็ตาม ทีม "ฟ้า-ขาว" ก็เลือกที่จะปฏิเสธการเข้าร่วมในรอบสุดท้ายสองครั้งในปี 1950 และ 1954 ทำให้เขาตัดใจโยกมาเล่นให้กับ โคลอมเบีย และ สเปน ในเวลาต่อมา แม้ช่วง แรกกับทีม "กระทิงดุ" เจ้าตัวจะไม่สามารถพาทีมเข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายในปี 1958 ได้ แต่ ดิ สเตฟาโน ก็มาทำสำเร็จในอีกสี่ปีที่ชิลี แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อก็ทำให้ ดิ สเตฟาโน ต้องพรากจากเวิล์ด คัพ อีกครั้ง ก่อนจะประกาศตัดสินใจเลิกเล่นทีมชาติอย่างน่าเศร้าในเวลาต่อมา
ขอขอบคุณ ท็อปเทนไทยแลนด์
วันอังคารที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
แผนใหม่! หงส์ส่ง "เชลวีย์" แลก "อัลเลน"
เบรแดน ร็อดเจอร์ส กุนซือคนหนุ่มของ ลิเวอร์พูล จุดประกายความคิดใหม่เตรียมส่ง จอนโจ เชลวีย์ แดนกลางดาวรุ่งไปให้ สวอนซี ซิตี ใช้งานฟรีๆ พร้อมพวกเงินอีก 10 ล้านปอนด์ เพื่อเป็นข้อเสนอขอซื้อตัว โจ อัลเลน มาร่วมงานกันในซีซันหน้า
ผู้จัดการทีมชาวไอร์แลนด์เหนือเพิ่งประสบความสำเร็จในการซื้อตัว ฟาบิโอ บอรินี ดาวยิงชชาวอิตาเลียนมาจาก โรมา ทีมดังแห่ง กัลโช เซเรีย อา เมื่อสัปดาห์ก่อน เพื่อเป็นส่วนเติมเต็มในแผนการเล่นแบบใหม่ของตนเอง และยังได้หมายตา โจ อัลเลน กองกลางชาวเวลส์อดีตลูกน้องเก่าสมัยคุม "หงส์ขาว" หวังเข้ามาเสริมทัพในช่วงซัมเมอร์นี้
โดยก่อนหน้านี้ นายใหญ่วัย 39 ปี เคยถูก ไมเคิล เลาดรุ๊ป บิ๊กบอสป้ายแดงของ สวอนซี กระโดดขว้างลำเตือนว่าอย่ามายุ่งกับลูกทีมของตนเองมาแล้วครั้งนึง ทว่าจากนั้นกลับออกมาแย้มแนวให้ความหวัง "หงส์แดง" ว่าหาก ร็อดเจอร์ส มีข้อเสนอที่น่าสนใจก็พร้อมจะพิจารณาขาย อัลเลน ออกไปเช่นกัน
รายงานล่าสุดจากฝั่ง ลิเวอร์พูล เปรยว่า ร็อดเจอร์ส เตรียมสู้จนถึงที่สุดด้วยการเอา จอนโจ เชลวีย์ แข้งดาวรุ่งมาล่อใจ โดยจะส่งให้ยืมฟรีๆ 1 ฤดูกาล พร้อมพ่วงข้อเสนอ 10 ล้านปอนด์ (ประมาณ 500 ล้านบาท) ซึ่งถือว่าเป็นข้อเสนอที่น่าสนใจเนื่องจาก "หงส์ขาว" เองจะได้ไม่ต้องเสียเวลาหานักเตะเข้ามาทดแทนการขาดหายไปของมิดฟิลด์คนสำคัญ
ผู้จัดการทีมชาวไอร์แลนด์เหนือเพิ่งประสบความสำเร็จในการซื้อตัว ฟาบิโอ บอรินี ดาวยิงชชาวอิตาเลียนมาจาก โรมา ทีมดังแห่ง กัลโช เซเรีย อา เมื่อสัปดาห์ก่อน เพื่อเป็นส่วนเติมเต็มในแผนการเล่นแบบใหม่ของตนเอง และยังได้หมายตา โจ อัลเลน กองกลางชาวเวลส์อดีตลูกน้องเก่าสมัยคุม "หงส์ขาว" หวังเข้ามาเสริมทัพในช่วงซัมเมอร์นี้
โดยก่อนหน้านี้ นายใหญ่วัย 39 ปี เคยถูก ไมเคิล เลาดรุ๊ป บิ๊กบอสป้ายแดงของ สวอนซี กระโดดขว้างลำเตือนว่าอย่ามายุ่งกับลูกทีมของตนเองมาแล้วครั้งนึง ทว่าจากนั้นกลับออกมาแย้มแนวให้ความหวัง "หงส์แดง" ว่าหาก ร็อดเจอร์ส มีข้อเสนอที่น่าสนใจก็พร้อมจะพิจารณาขาย อัลเลน ออกไปเช่นกัน
รายงานล่าสุดจากฝั่ง ลิเวอร์พูล เปรยว่า ร็อดเจอร์ส เตรียมสู้จนถึงที่สุดด้วยการเอา จอนโจ เชลวีย์ แข้งดาวรุ่งมาล่อใจ โดยจะส่งให้ยืมฟรีๆ 1 ฤดูกาล พร้อมพ่วงข้อเสนอ 10 ล้านปอนด์ (ประมาณ 500 ล้านบาท) ซึ่งถือว่าเป็นข้อเสนอที่น่าสนใจเนื่องจาก "หงส์ขาว" เองจะได้ไม่ต้องเสียเวลาหานักเตะเข้ามาทดแทนการขาดหายไปของมิดฟิลด์คนสำคัญ
แบดมินตัน
แบดมินตันลอนดอนเกมส์ จับสลากแบ่งสายรอบแบ่งกลุ่มแล้ว ชายเดี่ยว “ซูเปอร์แมน” บุญศักดิ์ พลสนะ กระอักจ๊ะเอ๋กับ “เต็ง 3” เฉิน หลง จากจีน ขณะที่หญิงเดี่ยว “น้องเมย์” รัชนก อินทนนท์ ร่วมสายกับ “ศรีลังกา-โปรตุเกส” โอกาสผ่านเข้ารอบ 16 คนสุดท้ายสดใส ส่วน “ชายคู่-คู่ผสม” เส้นทางเข้ารอบ 8 คู่เปิดกว้าง
ความเคลื่อนไหวการแข่งขันแบดมินตัน ในมหกรรมโอลิมปิกเกมส์ 2012 ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ล่าสุดเมื่อวันที่ 23 ก.ค. ฝ่ายจัดการแข่งขันฯ ได้จับสลากรอบแบ่งกลุ่มออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยประเภทชายเดี่ยว “ซูเปอร์แมน” บุญศักดิ์ พลสนะ นักตบลูกขนไก่มือ 22 ของโลกชาวไทยต้องเจอกับศึกหนักอยู่สายอี ร่วมกับ เฉิน หลง มือ 3 ของโลกชาวจีน โดยสถิติก่อนหน้านี้ทั้งคู่เคยพบกันมา 3 ครั้ง ปรากฏว่า บุญศักดิ์เอาชนะมาได้ 2 ครั้ง เมื่อปี 2010 และ เฉิน หลง เอาชนะได้ 1 ครั้ง เมื่อปี 2011
ประเภทหญิงเดี่ยว “น้องเมย์” รัชนก อินทนนท์ มือวาง 9 อยู่สายเอ็ม ร่วมกับ ไธลินี จาวาซิงห์ มือ 118 ของโลกจากศรีลังกา โดยทั้งคู่เคยพบกันมา 2 ครั้ง ปรากฏว่าสาวน้อยมหัศจรรย์ของไทยเอาชนะได้หมด ส่วนอีกคนที่อยู่ร่วมสาย เทลมา ซานโตส มือ 73 ของโลกจากโปรตุเกส ยังไม่เคยลงสงสนามพบกับ “น้องเมย์” มาก่อน
ประเภทชายคู่ บดินทร์ อิสสระ กับ มณีพงศ์ จงจิตร ซึ่งอยู่สายบีร่วมกับ โค ซุง ฮยุน- ยู ยอง ซอง คู่มือวาง 4 จากเกาหลีใต้, อดัม ควาไลนา-ไมเคิล โลกอสซ์ (โปแลนด์) และ โมฮัมหมัด อาห์ซาน-โบนา เซปตาโน (อินโดนีเซีย)
ประเภทคู่ผสม สุดเขต ประภากมล กับ สราลีย์ ทุ่งทองคำ อยู่สายดี ร่วมกับ ซู เฉิน-หม่า จิน คู่มือวาง 2 จากจีน, ชาน เป็ง ซุน-โกห์ หลิว หยิง (มาเลเซีย) และ เฉิน ฮวง หลิง-เฉิง หวัน ชิง (ไต้หวัน)
ศ.เจริญ วรรธนะสิน นายกสมาคมแบดมินตันแห่งประเทศไทยฯ เปิดเผยว่า ในประเภทชายเดี่ยวถือว่า บุญศักดิ์ ค่อนข้างโชคร้ายมาก เนื่องจากไม่ได้เป็นมือวางทำให้ต้องมาเจอกับคู่แข่งที่แข็งแกร่งเร็วเกินไป ยอมรับว่าเป็นงานที่หนัก แต่ถือเป็นด่านสำคัญ หากสามารถเอาชนะผ่านไปได้ก็มีโอกาสลุ้นเข้าไปในรอบลึกๆ เช่นกัน ขณะที่ประเภทหญิงเดี่ยว “น้องเมย์” น่าจะผ่านเข้ารอบ 16 คนได้ไม่ยาก แต่มีโอกาสสูงจะต้องพบกับ จูเลียน เชงค์ ซึ่งนักตบลูกขนไก่มือวาง 6 ชาวเยอรมนีรายนี้มีรูปร่างแข็งแกร่งได้เปรียบสาวไทย นอกจากนั้นหากผ่าน เชงค์ เข้าไปได้ก็ยังมี หวัง ซิน มือวาง 2 จากจีน รออยู่ในรอบ 8 คนสุดท้าย
นายกสมาคมแบดมินตันฯ กล่าวต่อว่า ประเภทชายคู่ถือว่าน่าพอใจ มีเพียงคู่มือวาง 4 จากเกาหลีใต้ที่เป็นคู่แข่งสำคัญ ส่วนคู่ของโปแลนด์กับอินโดนีเซียไม่น่าหนักใจ ขณะที่ประเภทคู่ผสมถือว่าน่าพอใจที่สุด เพราะว่ามีเพียงคู่มือ 2 จากจีนเท่านั้นที่น่าหนักใจ ส่วนเหลือน่าจะเอาชนะได้ไม่ยาก มั่นใจว่าจะเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศ หรือรอบ 8 คู่สุดท้ายได้แน่นอน อย่างไรก็ตาม ตนยังไม่การันตีว่าจะคว้าเหรียญลอนดอนเกมส์ได้หรือไม่ โอกาสยังอยู่ที่ 50-50 เหมือนเดิม
ทั้งนี้ การแข่งขันแบดมินตันจะแข่งขันวันที่ 28 ก.ค.-5 ส.ค.นี้ โดยประเภทเดี่ยว รอบแรกจะแบ่งเป็น 16 กลุ่มๆ ละ 2-3 คน เพื่อหาผู้ชนะในแต่ละกลุ่มไปเล่นในรอบ 16 คนสุดท้ายระบบน็อคเอาท์ ส่วนประเภทคู่จะแบ่งเป็น 4 กลุ่มๆ ละ 4 ทีม โดย 2 ทีมที่ดีที่สุดไปเล่นรอบก่อนรองชนะเลิศ หรือรอบ 8 คนสุดท้ายในระบบน็อคเอาท์ต่อไป
ที่มา : http://www.dailynews.co.th/sports/137497
ประเภทหญิงเดี่ยว “น้องเมย์” รัชนก อินทนนท์ มือวาง 9 อยู่สายเอ็ม ร่วมกับ ไธลินี จาวาซิงห์ มือ 118 ของโลกจากศรีลังกา โดยทั้งคู่เคยพบกันมา 2 ครั้ง ปรากฏว่าสาวน้อยมหัศจรรย์ของไทยเอาชนะได้หมด ส่วนอีกคนที่อยู่ร่วมสาย เทลมา ซานโตส มือ 73 ของโลกจากโปรตุเกส ยังไม่เคยลงสงสนามพบกับ “น้องเมย์” มาก่อน
ประเภทชายคู่ บดินทร์ อิสสระ กับ มณีพงศ์ จงจิตร ซึ่งอยู่สายบีร่วมกับ โค ซุง ฮยุน- ยู ยอง ซอง คู่มือวาง 4 จากเกาหลีใต้, อดัม ควาไลนา-ไมเคิล โลกอสซ์ (โปแลนด์) และ โมฮัมหมัด อาห์ซาน-โบนา เซปตาโน (อินโดนีเซีย)
ประเภทคู่ผสม สุดเขต ประภากมล กับ สราลีย์ ทุ่งทองคำ อยู่สายดี ร่วมกับ ซู เฉิน-หม่า จิน คู่มือวาง 2 จากจีน, ชาน เป็ง ซุน-โกห์ หลิว หยิง (มาเลเซีย) และ เฉิน ฮวง หลิง-เฉิง หวัน ชิง (ไต้หวัน)
ศ.เจริญ วรรธนะสิน นายกสมาคมแบดมินตันแห่งประเทศไทยฯ เปิดเผยว่า ในประเภทชายเดี่ยวถือว่า บุญศักดิ์ ค่อนข้างโชคร้ายมาก เนื่องจากไม่ได้เป็นมือวางทำให้ต้องมาเจอกับคู่แข่งที่แข็งแกร่งเร็วเกินไป ยอมรับว่าเป็นงานที่หนัก แต่ถือเป็นด่านสำคัญ หากสามารถเอาชนะผ่านไปได้ก็มีโอกาสลุ้นเข้าไปในรอบลึกๆ เช่นกัน ขณะที่ประเภทหญิงเดี่ยว “น้องเมย์” น่าจะผ่านเข้ารอบ 16 คนได้ไม่ยาก แต่มีโอกาสสูงจะต้องพบกับ จูเลียน เชงค์ ซึ่งนักตบลูกขนไก่มือวาง 6 ชาวเยอรมนีรายนี้มีรูปร่างแข็งแกร่งได้เปรียบสาวไทย นอกจากนั้นหากผ่าน เชงค์ เข้าไปได้ก็ยังมี หวัง ซิน มือวาง 2 จากจีน รออยู่ในรอบ 8 คนสุดท้าย
นายกสมาคมแบดมินตันฯ กล่าวต่อว่า ประเภทชายคู่ถือว่าน่าพอใจ มีเพียงคู่มือวาง 4 จากเกาหลีใต้ที่เป็นคู่แข่งสำคัญ ส่วนคู่ของโปแลนด์กับอินโดนีเซียไม่น่าหนักใจ ขณะที่ประเภทคู่ผสมถือว่าน่าพอใจที่สุด เพราะว่ามีเพียงคู่มือ 2 จากจีนเท่านั้นที่น่าหนักใจ ส่วนเหลือน่าจะเอาชนะได้ไม่ยาก มั่นใจว่าจะเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศ หรือรอบ 8 คู่สุดท้ายได้แน่นอน อย่างไรก็ตาม ตนยังไม่การันตีว่าจะคว้าเหรียญลอนดอนเกมส์ได้หรือไม่ โอกาสยังอยู่ที่ 50-50 เหมือนเดิม
ทั้งนี้ การแข่งขันแบดมินตันจะแข่งขันวันที่ 28 ก.ค.-5 ส.ค.นี้ โดยประเภทเดี่ยว รอบแรกจะแบ่งเป็น 16 กลุ่มๆ ละ 2-3 คน เพื่อหาผู้ชนะในแต่ละกลุ่มไปเล่นในรอบ 16 คนสุดท้ายระบบน็อคเอาท์ ส่วนประเภทคู่จะแบ่งเป็น 4 กลุ่มๆ ละ 4 ทีม โดย 2 ทีมที่ดีที่สุดไปเล่นรอบก่อนรองชนะเลิศ หรือรอบ 8 คนสุดท้ายในระบบน็อคเอาท์ต่อไป
ที่มา : http://www.dailynews.co.th/sports/137497
วันอังคารที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
วันอังคารที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2555
10 นักเตะที่มีค่าเหนื่อยสูงที่สุดในโลก
ขอบอกว่านักฟุตบอลสมัยนี้นอกจากฝีเท้าดี พรสวรรค์เป็นเลิศแล้ว หากเกิดมาพร้อมกับรูปทรัพย์ หล่อเหลาขั้นเทพ เงินทองยิ่งไหลมาเทมา ดูได้จาก คริสเตียโน่ โรนัลโด้ หรือ เดวิด เบ็คแฮม นี่ถ้า ลิโอเนล เมสซี่ สูงอีกสัก 20 เซนติเมตร คาดว่ารายได้คงมหาศาลยิ่งกว่านี้แน่นอน ฟันธงแอนด์คอนเฟิร์ม !!
10. ฟิลิปป์ ลาห์ม (บาเยิร์น มิวนิค / เยอรมนี) ค่าเหนื่อย 11.9 ล้านปอนด์ (ราว 595 ล้านบาท) ต่อปี
กัปตันทีมชาติเยอรมนี มีรายได้ติดอันดับท็อปเทน จากความสำเร็จที่เขาได้รับกับ บาเยิร์น มิวนิค นอกจากนี้ ลาห์ม ยังมีรายได้จากสปอนเซอร์ด้วยการสวมรองเท้าสตั๊ดยี่ห้อ อาดิดาส ขณะเดียวกับการต่อสัญญาฉบับใหม่กับ "เสือใต้" ทำให้ตอนนี้เขาเป็นหนึ่งในยอดพ่อค้าแข้งที่มีรายได้สูงที่สุดในวงการลูกหนังโลกซึ่งเป็นครั้งแรกด้วย
9. ริคาร์โด้ กาก้า (เรอัล มาดริด / บราซิล) 12.9 ล้านปอนด์ (ราว 645 ล้านบาท) ต่อปี
รายได้มหาศาลของ กาก้า มาจากสัญญาที่ทำไว้กับ เรอัล มาดริด รวมทั้งลิขสิทธิ์ภาพลักษณ์ซึ่งช่วยทำให้ ยอดแข้งเลือดแซมบ้า มีรายได้ติดท็อปเทน นอกจากนี้ เขายังมีสัญญากับ อาดิดาส และ อีเอ สปอร์ต ที่ให้การสนับสนุนอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม อดีตสตาร์ เอซี มิลาน มีรายได้น้อยกว่าปีที่แล้วเกือบ 2 ล้านปอนด์ (ราว 100 ล้านบาท)
8. เฟร์นานโด ตอร์เรส (เชลซี / สเปน) 13.9 ล้านปอนด์ (ราว 695 ล้านบาท) ต่อปี แม้ว่าฟอร์มการเล่นของ "เอล นินโญ่" ยังคงย่ำแย่นับตั้งแต่ย้ายมาอยู่ในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ แต่สัญญาที่เจ้าตัวทำไว้กับ เชลซี มีมูลค่ามากพอทำให้เขาติด 1 ใน 10 นักเตะรายได้สูงสุด ซึ่งเป็นครั้งแรกในอาชีพของเขาด้วย นอกจากนี้ ตอร์เรส ยังมีเงินจากสปอนเซอร์ทั้ง เป๊ปซี่ และไนกี้ ซึ่งหวังว่า ดาวยิงผมทอง จะสามารถกลับมาสู่ฟอร์มที่สุดยอดให้กับทีมสเปน ในศึกยูโร 2012
7. ยาย่า ตูเร่ (แมนเชสเตอร์ ซิตี้ / ไอวอรี่ โคสต์) 14.7 ล้านปอนด์ (ราว 735 ล้านบาท) ต่อปี ยาย่า สลัดน้ำหมึกทำสัญญาสวมรองเท้าของ พูม่า ขณะเดียวกันเจ้าตัวยังได้รับผลประโยชน์จากสัญญาที่ทำไว้กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ด้วย ต้องยอมรับว่า ดาวเตะไอวอรี่โคสต์ เป็นผู้เล่นสำคัญของ "เรือใบสีฟ้า" นับตั้งแต่ที่ย้ายจาก บาร์เซโลน่า มาเล่นในถิ่นเอติฮัด สเตเดี้ยม รวมทั้งความสำเร็จในการคว้าแชมป์ลีก เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา
6. เซร์คิโอ อเกวโร่ (แมนเชสเตอร์ ซิตี้ / อาร์เจนตินา) 15.7 ล้านปอนด์ (ราว 785 ล้านบาท) ต่อปี
"กุน" ก็มีอะไรที่คล้ายๆ กับ ยาย่า เพราะมี พูม่า เป็นสปอนเซอร์ แต่เหนือสิ่งอื่นใดก็คือฟอร์มการเล่นของ ดาวยิงทีมชาติอาร์เจนตินา ที่ซัดประตูคู่แข่งกระจุย ซึ่งนั่นเป็นข้อพิสูจน์ว่าเม็ดเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ แมนฯ ซิตี้ จ่ายไปมันคุ้มค่าเหลือเกิน โดยเฉพาะประตูสุดท้ายของซีซั่น 2011-12 ต้องบอกว่าโคตรมหาคุ้ม
5. เวย์น รูนี่ย์ (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด / อังกฤษ) 17.2 ล้านปอนด์ (ราว 860 ล้านบาท) ต่อปี
"รูน" มีรายได้เพิ่มขึ้นเกือบ 5 ล้านปอนด์ (ราว 250 ล้านบาท) ตลอด 12 เดือนที่ผ่านมา โดยเขาติดอยู่ในท็อปไฟว์ของนักเตะที่มีรายได้สูงสุดในอาชีพพ่อค้าแข้งเป็นครั้งแรก อย่างไรก็ตาม การที่ ดาวเตะ "ผีแดง" ดันโดนแบน 2 เกมแรกในศึกยูโร 2012 คงทำให้สปอนเซอร์ของเขาผิดหวังไม่น้อย แต่กระนั้นทั้ง ไนกี้ และ อีเอ สปอร์ต คงจะตื่นเต้นกับฟอร์มของนักเตะที่เล่นให้ "เร้ด เดวิลส์" ในซีซั่น 2011-12
4. ซามูเอล เอโต้ (อันจิ มาคัชคาล่า / แคเมอรูน) 19.4 ล้านปอนด์ (ราว 970 ล้านบาท) ต่อปี
ไม่ต้องแปลกใจหรอกว่าทำไม ซามูเอล เอโต้ ถึงตัดสินใจย้ายไปเล่นในลีกรัสเซีย เพราะการที่เจ้าตัวสลัดน้ำหมึกเซ็นสัญญากับ อันจิ ทำให้เขาได้รับรายได้มากกว่าเดิมถึง 2 เท่าเมื่อปีที่แล้ว เอาง่ายๆ ในช่วงบั้นปลายชีวิตการได้เงินก้อนโตขนาดนี้ มีใครจะกล้าปฏิเสธบ้าง
3. คริสเตียโน่ โรนัลโด้ (เรอัล มาดริด / โปรตุเกส) 24.3 ล้านปอนด์ (ราว 1,215 ล้านบาท) ต่อปี
บุรุษหน้าหล่อฝีเท้าดี ลีลาเด็ด เป็นหนึ่งในนักเตะที่มีค่าตัวที่สูงสุดในโลก แต่กระนั้น กัปตันทีมชาติโปรตุเกส มีรายได้ตกลงอยู่ในอันดับ 3 สำหรับปีนี้ แม้ว่าเขาจะมีเงินเพิ่มขึ้นมากกว่า 1.5 ล้านปอนด์ (ราว 75 ล้านบาท) สำหรับรายได้ของ โรนัลโด้ นอกจากค่าเหนื่อยที่ "ราชันชุดขาว" ประเคนให้แบบมหาศาลแล้ว ยังมีเงินค่าสปอนเซอร์จาก ไนกี้ ด้วยการสวมสตั๊ดรุ่น ไนกี้ เมอร์คูเรียล และ อื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ "เจ็ทโด้" ยังได้รับความนิยมในโลกไซเบอร์ด้วย ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่สปอนเซอร์อยากได้เขามาเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับสินค้าของตน
2. เดวิด เบ็คแฮม (ลอสแองเจลิส แกแล็กซี่ / อังกฤษ) 26.2 ล้านปอนด์ (ราว 1,310 ล้านบาท) ต่อปี
ต้องบอกว่ารายได้ของเบ็คแฮม ส่วนใหญ่นอกจากค่าเหนื่อยกับ แอลเอ แกแล็กซี่ แล้ว เบ็คแฮม ยังมีรายได้มหาศาลจากการเป็นพรีเซนเตอร์มากมายหลายยี่ห้อ แถมล่าสุดยังเล็งเห็นอนาคตด้วยการออกผลิตภัณฑ์กางเกงชั้นในยี่ห้อ H&M ของตนเองอีกต่างหาก ต้องบอกว่าเงินทองที่ "หนุ่มเบ็คส์" หามาได้ส่วนใหญ่มีกุนซือดีที่ชื่อ วิคเตอเรีย ศรีภรรยา เพราะเธอคนนี้คือผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ (ด้านการเงิน) ของ อดีตสตาร์ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, เรอัล มาดริด และ เอซี มิลาน
1. ลิโอเนล เมสซี่ (บาร์เซโลน่า / อาร์เจนตินา) 27.5 ล้านปอนด์ (ราว 1,375 ล้านบาท) ต่อปี เมสซี่กลับมาสู่เบอร์ 1 นักเตะรายได้สูงสุดในโลกแล้วจ้าาาา ขอบอกว่ารายรับของ ดาวเตะเลือดอาร์เจนไตน์ มันมากมายมหาศาลจนไม่สามารถที่จะบรรยายเป็นตัวเลขเลย การเซ็นสัญญากับเสื้อผ้ายี่ห้อ อาดิดาส ตามด้วยรับเงื่อนไขในสัญญาของบริษัทเกม อีเอ สปอร์ตส นับตั้งแต่ซีซั่น 2011-12 งานนี้ขอบอกว่า "พี่เมสส์" รับเนื้อๆเพิ่มขึ้นกว่า 8 ล้านปอนด์ (ราว 400 ล้านบาท) ตลอดช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา มีความเป็นไปได้ว่าความร่ำรวยของ เมสซี่ น่าจะครองอันดับ 1 ต่อไปอย่างน้อยก็อีก 12 เดือนข้างหน้า ยกเว้นพี่ท่านจะเบื่อกลิ่นสาปลูกหนังเลิกเล่นซะงั้น !!??
ขอขอบคุณ http://www.siamsport.co.th/home.asp
เมสซี่ หน้าบานเเฟนสาวตั้งท้องได้ลูกชาย
ลิโอเนล เมสซี่ พ่อค้าแข้งเลือดอาร์เจนไตน์ของ"เจ้าบุญทุ่ม"บาร์เซโลน่า ดาวเตะเบอร์หนึ่งของโลก ออกมายอมรับอย่างเป็นทางการแล้วว่า!ได้จัดการยิง อันโตเนลล่า ร็อคคุซโซ่ พร้อมกับเสกเด็กเข้าไปไว้ในท้องของแฟนสาวสุดที่รักเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และคาดว่าจะได้บุตรชาย
ภายหลังจากมีข่าวออกมาหนาหูว่า ลิโอเนล เมสซี่ พ่อค้าแข้งเลือดอาร์เจนไตน์ของ"เจ้าบุญทุ่ม"บาร์เซโลน่า ดาวเตะเบอร์หนึ่งของโลก ทำ อันโตเนลล่า ร็อคคุซโซ่ แฟนสาวท้องป่องแล้วประกอบกับได้เห็นท่าเอาลูกบอลเข้าไปไว้ในเสื้อแข่ง ซึ่งฉลองดีใจหลังจากที่ดาวเตะในวัย 24 ปีทำประตูได้ในเกมที่"ฟ้า-ขาว"เอาชนะ เอกวาดอร์ 4-0 เมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา!
ล่าสุดเพื่อความกระจางเจ้าของรางวัลบัลลง ดอร์ 3 สมัยติดต่อกัน กับผลงาน 72 ประตูรวมทุกรายการในฤดูกาล 2011-12 ก็ได้ออกมายอมรับแล้วว่า!"ผมไม่อยากจะพูดอะไรมากๆ และโดยเฉพาะเรื่องชีวิตส่วนตัว แต่มักจะถูกถามตลอดเวลา ครั้งนี้ก็เช่นกันผมก็จะขอแจ้งข่าวดีพร้อมกับแบ่งปันความสุขที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นขอยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง และส่วนตัวผมคิดว่าผมคงจะได้ลูกชาย"
ขอขอบคุณ http://www.rakball.net/home.php
ภายหลังจากมีข่าวออกมาหนาหูว่า ลิโอเนล เมสซี่ พ่อค้าแข้งเลือดอาร์เจนไตน์ของ"เจ้าบุญทุ่ม"บาร์เซโลน่า ดาวเตะเบอร์หนึ่งของโลก ทำ อันโตเนลล่า ร็อคคุซโซ่ แฟนสาวท้องป่องแล้วประกอบกับได้เห็นท่าเอาลูกบอลเข้าไปไว้ในเสื้อแข่ง ซึ่งฉลองดีใจหลังจากที่ดาวเตะในวัย 24 ปีทำประตูได้ในเกมที่"ฟ้า-ขาว"เอาชนะ เอกวาดอร์ 4-0 เมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา!
ล่าสุดเพื่อความกระจางเจ้าของรางวัลบัลลง ดอร์ 3 สมัยติดต่อกัน กับผลงาน 72 ประตูรวมทุกรายการในฤดูกาล 2011-12 ก็ได้ออกมายอมรับแล้วว่า!"ผมไม่อยากจะพูดอะไรมากๆ และโดยเฉพาะเรื่องชีวิตส่วนตัว แต่มักจะถูกถามตลอดเวลา ครั้งนี้ก็เช่นกันผมก็จะขอแจ้งข่าวดีพร้อมกับแบ่งปันความสุขที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นขอยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง และส่วนตัวผมคิดว่าผมคงจะได้ลูกชาย"
ขอขอบคุณ http://www.rakball.net/home.php
พรีวิวก่อนเกมส์ยูโร 2012 อังกฤษ Vs ยูเครน
| อังกฤษ Vs ยูเครน | ||
|---|---|---|
| วันที่ 19/06/2012 เวลา 01:45 สนามแข่งขัน ดอนบาส อารีน่า ถ่ายทอดสด: ช่อง3 ปรีวิว ฟุตบอล ยูโร 2012รอบแบ่งกลุ่ม นัดสุดท้าย กลุ่มดี วันอังคารที่ 19 มิถุนายน 2555 อังกฤษ - ยูเครนเวลา : 01.45 น. ถ่ายทอดสด : ช่อง 3 สนาม: ดอนบาสส์ อารีน่า, โดเนตส์ค อังกฤษ สถานการณ์มาดีเกินคาดของหลายฝ่าย เสมอ ฝรั่งเศส นัดแรก 1-1 และเบียดชนะ สวีเดน 3-2 นัดต่อมา ทำให้สามารถดึง 1 แต้มจากนัดนี้ได้เพื่อเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย ทว่าถ้าแพ้ ก็สามารถตกรอบได้เหมือนกัน รอย ฮ็อดจ์สัน นายใหญ่สิงโตคำราม มีปัญหาอยู่เพียงจุดเดียวคือสภาพร่างกายของ ธีโอ วัลค็อตต์ ปีกความเร็วสูงจากอาร์เซน่อล ที่ลงสำรองไปเปลี่ยนเกมช่วยทีมทุบ สวีเดน แต่ก็บาดเจ็บในเกมนั้นวัลค็อตต์ ไม่ได้ซ้อมเมื่อวันอาทิตย์ แต่ก็เดินทางไปยังสนามซ้อมกับทีมด้วยในวันจันทร์ ทว่าการปิดประตูไม่ให้สื่อเข้าชม ทำให้ไม่มีความเคลื่อนไหวว่า วัลค็อตต์ สามารถลงซ้อมได้หรือยัง อย่างไรก็ตาม หากว่าเรียกฟิตทัน วัลค็อตต์ ก็น่าจะเป็นสำรองไปตามเดิม โดยตำแหน่งริมเส้นฝั่งขวาต้องแย่งกันระหว่าง เจมส์ มิลเนอร์ มิดฟิลด์แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่มีประสบการณ์มากกว่า กับ อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ดาวรุ่งค่ายปืนโต ที่จัดจ้านกว่ากันเรื่องความเร็ว ฮ็อดจ์สัน ได้ เวย์น รูนี่ย์ ดาวยิงเบอร์หนึ่งของทีม พ้นโทษแบน 2 นัดกลับมาแล้ว และจะมีชื่อเป็นตัวจริงทันที ทำให้คนที่หลุดต้องเลือกระหว่าง แดนนี่ เวลเบ็ค หรือ แอนดี้ แคร์โรลล์ ซึ่งยิงประตู สวีเดน มาทั้งคู่ โดยคาดว่า แคร์โรลล์ น่าจะเป็นฝ่ายที่หลุดไป เนื่องจาก รูนี่ย์ คุ้นเคยในการเล่นร่วมกับ เวลเบ็ค มาตลอดทั้งซีซั่นที่ผ่านมา การจัดทีมจะไม่มีความเปลี่ยนแปลงอะไรนัก เนื่องจากยังคงต้องการ 1 แต้มเป็นอย่างน้อยที่สุด ในระบบ 4-4-2 จอห์น เทอร์รี่ ปักหลักเซนเตอร์เบ็กกับ โจลีออน เลสค็อตต์ กองกลางนำโดย สตีเว่น เจอร์ราร์ด กัปตันทีม ยืนตรงกลางคู่กับ สกอตต์ พาร์เกอร์ โดยมี แอชลี่ย์ ยัง ขึ้นริมเส้นฝั่งซ้าย ส่วนฝั่งขวาต้องเลือกระหว่าง มิลเนอร์ กับ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ส่วนคู่กองหน้า เวย์น รูนี่ย์ จะลงยืนตัวจริงคู่กับ แดนนี่ เวลเบ็ค ฟาก ยูเครน ต้องการชัยชนะสถานเดียวเท่านั้น เพื่อผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศ หลังจากมี 3 แต้มใน 2 เกมแรกที่ชนะ สวีเดน 2-1 และแพ้ ฝรั่งเศส 0-2 เท่ากับคะแนนตามหลังทั้ง อังกฤษ และ ฝรั่งเศส ไม่มีช่องว่างสำหรับผลการแข่งขันอื่น นอกเหนือจากชัยชนะ โอเล็ค บล็อคคิน นายใหญ่ยูเครน ไม่มีปัญหาเรื่องติดโทษแบน ทว่าดาวยิงคตัวความหวังอย่าง อังเดร เชฟเชนโก้ กัปตันทีม โดนอัดหนักจากเกมกับ ฝรั่งเศส จนบาดเจ็บ ยังต้องลุ้นถึงนาทีสุดท้ายว่าจะผ่านความฟิตหรือไม่ หากว่าลงไม่ไหว อาร์เต็ม มิเลฟสกี้ หรือ มาร์โค เดวิช คนใดคนหนึ่ง จะลงทำเกมรุกแทนที่ ที่เหลือนอกจากนั้นไม่น่ามีความเปลี่ยนแปลง ระบบการเล่น 4-2-3-1 อังเดร เปียตอฟ เฝ้าเสา แผงหลังประกอบด้วย โอเล็ก กูเซฟ, ทาราส มิคาลิค, เยฟเกน คาเชริดี้, เยฟเกน เซลิน แดนกลางมี อนาโตลี ติโมชุค กับ เซอร์เก นาซาเรนโก้ เป็นคู่กลาง โดยมี อังเดร ยาร์โมเลนโก้ กับ เยฟเก้น โคโนเปลียนก้า เป็นสองตัวริมเส้น และ อังเดร โวโรนิน ที่เคยผ่านประสบการณ์บอลอังกฤษมาแล้ว กับการสังกัดลิเวอร์พูล ยืนตัวรุกตรงกลาง หน้าเป้าเป็น เชฟเชนโก้ แต่หากว่า "เชว่า" เล่นไม่ไหว โวโรนิน น่าจะถูกดันขึ้นยืนหัวหอกแทน และให้ เดวิช หรือ มิเลฟสกี้ ลงเดินเกมรุก รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม อังกฤษ : โจ ฮาร์ท - เกล็น จอห์นสัน, จอห์น เทอร์รี่, โจลีออน เลสค็อตต์, แอชลี่ย์ โคล - แอชลี่ย์ ยัง, สตีเว่น เจอร์ราร์ด, สกอตต์ พาร์เกอร์, เจมส์ มิลเนอร์ (อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน) - แดนนี่ เวลเบ็ค, เวย์น รูนี่ย์ ยูเครน : อังเดร เปียตอฟ - โอเล็ก กูเซฟ, ทาราส มิคาลิค, เยฟเกน คาเชริดี้, เยฟเกน เซลิน - อนาโตลี ติโมชุค, เซอร์เก นาซาเรนโก้ - อังเดร ยาร์โมเลนโก้, อังเดร โวโรนิน, เยฟเกน โคโนเปลียนก้า - อังเดร เชฟเชนโก้ (มาร์โค เดวิช) ผู้ตัดสิน : วิคเตอร์ คัสไซ (ฮังการี) ผู้เล่นที่ติดโทษของทั้งสองทีมอังกฤษ :ติดโทษแบน : ไม่มี ใบเหลือง : แอชลี่ย์ ยัง , อเล็กซ์ ออกเลด แชมเบอร์เลน , เจมส์ มิลเนอร์ ยูเครน :ติดโทษแบน : ไม่มี ใบเหลือง : เยฟเฮน เซลิน , อนาโตลี ติโมชุค ข้อมูลเพิ่มเติมที่น่าสนใจ อันดับ ฟีฟ่า- อังกฤษ อันดับ 6 - ยูเครน อันดับ 52 สภาพอากาศ : อาจมีฝน - อุณหภูมิสูงสุด 20 เซลเซียส - อุณหภูมิต่ำสุด 11 เซลเซียส สถิติที่เคยพบกันของทั้งคู่- 10/10/09 ยูเครน 1 - 0 อังกฤษ ฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก - 02/04/09 อังกฤษ 2 - 1 ยูเครน ฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก - 18/08/04 อังกฤษ 3 - 0 ยูเครน กระชับมิตร - 31/05/00 อังกฤษ 2 - 0 ยูเครน กระชับมิตร ผลงาน10นัดหลังสุด อังกฤษ : - 03/09/11 ชนะ บัลแกเรีย 3-0 (เยือน) ยูโรรอบคัดเลือก - 07/09/11 ชนะ เวลส์ 1-0 (เหย้า) ยูโรรอบคัดเลือก - 08/10/11 เสมอ มอนเตเนโกร 2-2 (เยือน) ยูโรรอบคัดเลือก - 13/11/11 ชนะ สเปน 1-0 (เหย้า) กระชับมิตร - 16/11/11 ชนะ สวีเดน 1-0 (เหย้า)กระชับมิตร - 01/03/12 แพ้ ฮอลแลนด์ 2-3 (เหย้า) กระชับมิตร - 27/05/12 ชนะ นอร์เวย์ 1-0 (เยือน) กระชับมิตร - 02/06/12 ชนะ เบลเยี่ยม 1-0 (เหย้า) กระชับมิตร - 11/06/12 เสมอ ฝรั่งเศส 1-1 (สนามกลาง) ยูโร 2012 - 15/06/12 ชนะ สวีเดน 3-2 (สนามกลาง) ยูโร 2012 ยูเครน : - 08/10/11 ชนะ บัลแกเรีย 3 - 0 (เหย้า)กระชับมิตร - 12/10/11 ชนะ เอสโตเนีย 2-0 (เยือน)กระชับมิตร - 12/11/11 เสมอ เยอรมัน 3 - 3 (เหย้า)กระชับมิตร - 16/11/11 ชนะ ออสเตรีย 2 - 1 (เหย้า)กระชับมิตร - 01/03/12 ชนะ อิสราเอล 3-2 (เยือน)กระชับมิตร - 29/05/12 ชนะ เอสโตเนีย 4 - 0 (เหย้า)กระชับมิตร - 02/06/12 แพ้ ออสเตรีย 2-3 (เยือน)กระชับมิตร - 06/06/12 แพ้ ตุรกี 0-2 (เยือน)กระชับมิตร - 11/06/12 ชนะ สวีเดน 2-1(เหย้า)ยูโร2012 - 15/06/12 แพ้ ฝรั่งเศส 0-2 (เหย้า) ยูโร 2012 ข้อมูลสนามแข่งขัน ชื่อ : ดอนบาส อารีน่า เมือง : โดเนทส์ค ความจุ : 50,000 สโมสรที่ใช้ : ชัคเตอร์ โดเนทส์ค เปิดใช้ : สิงหาคม ปี 2009 ขอขอบคุณ http://www.siamsport.co.th/home.asp |
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
















